อิมานิ ปัญจะ สิกขาปะทานิ...ตัสมา สีลัง วิโสธะเย
สิ้นเสียงสาธุการของเหล่าฆราวาสท้ายศีล 5 การอาราธนาและสมาทานศีล ก็จบลงโดยปริยาย
ภายใต้พิธีกรรมที่เกิดขึ้น เพราะอาศัยการกระทำตาม ๆ กันมา หาใช่ทางเลือกเพียงทางเดียวที่ฆราวาสในฐานะอุบาสก อุบาสิกาจะรับศีลทั้ง 5 มารักษาได้
เพราะเหตุว่า ทางเลือกอื่นซึ่ง ลัด สั้น เร็วและง่ายกว่าก็มีอยู่ แล้วทำไมเราจะไม่เลือก
โดยพุทธวจนะแล้ว ศีล เป็นเรื่องของการกระทำซึ่งกรรมด้วยกายและวาจาที่ถูกต้อง และการกระทำทั้งหมดก็เกิดขึ้นจาก เจตนา เป็นเหตุปัจจัย ดังที่พระศาสดาตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย
ภิกษุทั้งหลาย !
เรากล่าวซึ่งเจตนาว่า เป็นกรรม
เพราะว่าบุคคลเจตนาแล้ว ย่อมกระทำซึ่งกรรมด้วย...
กาย
วาจา
ใจ
ฉกฺก. อํ. ๒๒/๔๕๘,๔๖๓ - ๔๖๔/๓๓๔
กล่าวคือ ไม่มีกายกรรม วจีกรรม และมโนกรรม โดยไม่มี / ปราศจาก เจตนา
สอดคล้องกับอีกพุทธวจนะที่พระศาสดาตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย
...เราตั้งจิตไว้เพื่อประโยชน์แก่ธรรมใด
ประโยชน์นั้นสำเร็จแล้วแก่เรา
เอาละ บัดนี้เราจะนำจิตเฉพาะต่ออารมณ์นั้น…
อัมพปาลิวรรค มหาวาร.สํ. ๑๙/๒๐๗/๗๑๖
กล่าวอย่างสั้นที่สุด ศีลสำเร็จที่เจตนา ทว่า ขาด ทะลุ ด่างและพร้อยลงที่กายและวาจา
นั่นหมายความว่า ผู้กระทำซึ่งกรรมด้วยใจ ก็หาผิดศีลแต่อย่างใด มิอาจปรับความผิดได้
เพียงแต่มีอกุศลวิตก คือ กามวิตก พยาบาทวิตก วิหิงสาวิตก เกิดขึ้นภายในความรับรู้ของจิตแล้ว
โดยหน้าที่ สิ่งที่ควรทำต่อไปก็ คือ
ไม่รับเอาความครุ่นคิดเช่นนั้น ๆ ไว้
ละทิ้งเสีย
ถ่ายถอนออกเสีย
ทำให้สิ้นสุดเสียถึงความไม่มีอะไรเหลืออยู่ ดังพุทธวจนะที่พระศาสดาตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย
ภิกษุทั้งหลาย !
เมื่อภิกษุ...
เดิน
ยืน
นั่ง
นอนตื่น อยู่ก็ตาม
ถ้าเธอเกิดครุ่นคิดอยู่ด้วยความครุ่นคิดในทาง...
กาม
เดือดแค้น
ทำให้ผู้อื่นให้ลำบาก ก็ดี ขึ้น
ภิกษุนั้น
ไม่รับเอาความครุ่นคิดเช่นนั้น ๆ ไว้
ละทิ้งเสีย
ถ่ายถอนออกเสีย
ทำให้สิ้นสุดเสียถึงความไม่มีอะไรเหลืออยู่
ภิกษุผู้เป็นเช่นนี้ แม้...
เดิน
ยืน
นั่ง
นอนตื่น อยู่ก็ตาม
เราเรียกว่า
ผู้ทำความเพียรเผากิเลส
ผู้กลัวต่อความเป็นทาสของกิเลส
เป็นผู้ปรารภความเพียร ติดต่อสม่ำเสมอ และ
เป็นผู้มีตนส่งไปแล้วในการกระทำเช่นนั้น
พระพุทธภาษิต จตุกฺก. อํ. ๒๑/๑๗/๑๑
ในทางกลับกัน หากเราไม่พยายามละอกุศลวิตกที่เกิดขึ้นภายในจิตด้วยมรรควิธีข้างต้นแล้ว โอกาสที่เราจะเป็นคนทุศีล ก็ไม่ใช่เรื่องยากเกินวิสัย
กล่าวถึงศีล 5 ซึ่งเป็นมาตรฐานขั้นต่ำในการอยู่ร่วมกันของมนุษย์ โดยนิยามศัพท์ คนในสังคมยังเข้าใจผิดไปจากที่พระศาสดาตรัสไว้
บ้างก็นิยามความหมายแคบเกินไป ทว่าก็มีอยู่จำนวนไม่น้อย ที่ตีความศีล 5 กว้างไปไกลเกินกว่านิยามศัพท์ตามภาษาบาลี
ซึ่งโดยหลักพระพุทธวจนะแล้ว พระศาสดาตรัสถึงศีล 5 ไว้ว่า
ศีลข้อที่ 1
(ปาณาติปาตา เวรมณี...)
เธอนั้น
ละปาณาติบาต
เว้นขาดจากปาณาติบาต (ฆ่าสัตว์)
วางท่อนไม้และศัสตราเสียแล้ว
มีความละอาย
ถึงความเอ็นดูกรุณา
หวังประโยชน์เกื้อกูลในบรรดาสัตว์ทั้งหลายอยู่
สี. ที. ๙/๘๓/๑๐๓
สอดคล้องกับพุทธวจนะที่พระศาสดาตรัสถึงความสะอาดทางกายไว้แก่จุนทะ
จุนทะ !
ความสะอาดทางกายมี ๓ อย่าง
จุนทะ !
ความสะอาดทางกาย มี ๓ อย่าง
นั้นเป็นอย่างไรเล่า ?
(๑) บุคคลบางคนในกรณีนี้
ละการทำสัตว์มีชีวิตให้ตกล่วง
เว้นขาดจากปาณาติบาต
วางท่อนไม้
วางศัสตรา
มีความละอาย
ถึงความเอ็นดูกรุณาเกื้อกูลแก่สัตว์ทั้งหลายอยู่
ทสก. อํ. ๒๔/๒๘๓ – ๒๘๙/๑๖๕
ศีลข้อที่ 2
(อทินนาทานา เวรมณี...)
เธอนั้น
ละอทินนาทาน
เว้นขาดจากอทินนาทาน (ลักทรัพย์)
ถือเอาแต่ของที่เขาให้แล้ว
หวังอยู่แต่ของที่เขาให้
ไม่เป็นขโมย
มีตนเป็นคนสะอาดเป็นอยู่
สี. ที. ๙/๘๓/๑๐๓
สอดคล้องกับพุทธวจนะที่พระศาสดาตรัสถึงความสะอาดทางกายไว้แก่จุนทะ
จุนทะ !
ความสะอาดทางกายมี ๓ อย่าง
จุนทะ !
ความสะอาดทางกาย มี ๓ อย่าง
นั้นเป็นอย่างไรเล่า ?
(๒) บุคคลบางคนในกรณีนี้
ละการถือเอาสิ่งของที่เจ้าของมิได้ให้
เว้นขาดจากการถือเอาสิ่งของที่เจ้าของมิได้ให้
ไม่ถือเอาทรัพย์และอุปกรณ์แห่งทรัพย์อันเจ้าของไม่ได้ให้
ใน...
บ้านก็ดี
ป่าก็ดี ด้วยอาการแห่งขโมย
ทสก. อํ. ๒๔/๒๘๓ – ๒๘๙/๑๖๕
ศีลข้อที่ 3
(กาเมสุมิจฉาจารา เวรมณี...)
เธอนั้น
ละกาเมสุมิจฉาจาร
เว้นขาดจากกาเมสุมิจฉาจาร (เว้นขาดจากการประพฤติผิด)
ในหญิงซึ่ง...
มารดา
บิดา
พี่น้องชาย
พี่น้องหญิง หรือ
ญาติรักษา อันธรรมรักษา
เป็น…
หญิงมีสามี
หญิงอยู่ในสินไหม
โดยที่สุดแม้หญิงอันเขาหมั้นไว้ (ด้วยการคล้องพวงมาลัย)
ไม่เป็นผู้ประพฤติผิดจารีตในรูปแบบเหล่านั้น
ทสก. อํ. ๒๔/๒๘๗ - ๒๘๘/๑๖๕
สอดคล้องกับพุทธวจนะที่พระศาสดาตรัสถึงความสะอาดทางกายไว้แก่จุนทะ
จุนทะ !
ความสะอาดทางกายมี ๓ อย่าง
จุนทะ !
ความสะอาดทางกาย มี ๓ อย่าง
นั้นเป็นอย่างไรเล่า ?
(๓) บุคคลบางคนในกรณีนี้
ละการประพฤติผิดในกาม
เว้นขาดจากการประพฤติผิดในกาม (เว้นจาการประพฤติผิด)
ในหญิงซึ่ง...
มารดา
บิดา
พี่น้องชาย
พี่น้องหญิง หรือ
ญาติรักษา อันธรรมรักษา
เป็น...
หญิงมีสามี
หญิงอยู่ในสินไหม
โดยที่สุดแม้หญิงอันเขาหมั้นไว้ (ด้วยการคล้องมาลัย)
ไม่เป็นผู้ประพฤติผิดจารีตในรูปแบบเหล่านั้น
ทสก. อํ. ๒๔/๒๘๓ – ๒๘๙/๑๖๕
ศีลข้อที่ 4
(มุสาวาทา เวรมณี...)
เธอนั้น
ละมุสาวาท
เว้นขาดจากมุสาวาท
พูดแต่ความจริง
รักษาความสัตย์
มั่งคงในคำพูด
มีคำพูดควรเชื่อถือได้
ไม่แกล้งกล่าวให้ผิดต่อโลก
สี. ที. ๙/๘๓/๑๐๓
สอดคล้องกับพุทธวจนะที่พระศาสดาตรัสถึงความสะอาดทางวาจาไว้แก่จุนทะ
จุนทะ !
ความสะอาดทางวาจามี ๔ อย่าง
จุนทะ !
ความสะอาดทางวาจา มี ๔ อย่าง
นั้นเป็นอย่างไรเล่า ?
(๑) บุคคลบางคนในกรณีนี้
ละมุสาวาท
เว้นขาดจากมุสาวาท
ไปสู่...
สภา ก็ดี
บริษัท ก็ดี
ท่ามกลางหมู่ญาติ ก็ดี
ท่ามกลางศาลาประชาคม ก็ดี
ท่ามกลางราชสกุล ก็ดี
อันเขานำไปเป็นพยานถามว่า
บุรุษผู้เจริญ !
ท่านรู้อย่างไร ท่านจงกล่าวไปอย่างนั้น ดังนี้
บุรุษนั้น
เมื่อไม่รู้ ก็กล่าวว่า ไม่รู้
เมื่อรู้ ก็กล่าวว่า รู้
เมื่อไม่เห็น ก็กล่าวว่า ไม่เห็น
เมื่อเห็น ก็กล่าวว่า เห็น
เพราะเหตุตนเอง
เพราะเหตุผู้อื่น หรือ
เพราะเหตุเห็นแก่อามิสไร ๆ
ก็ไม่เป็นผู้กล่าวเท็จทั้งที่รู้อยู่
ทสก. อํ. ๒๔/๒๘๓ – ๒๘๙/๑๖๕
และสอดคล้องกับพุทธวจนะที่พระศาสดาตรัสถึงการกล่าวมุสาไว้แก่ราหุล
ราหุล !
เรากล่าวว่า
กรรมอันเป็นบาปหน่อยหนึ่ง ซึ่งนักบวชที่ไม่มีความละอาย
ในการแกล้งกล่าวเท็จทั้งที่รู้อยู่ว่าเป็นเท็จ จะทำไม่ได้หามีไม่
เพราะฉะนั้น ในเรื่องนี้ เธอทั้งหลาย พึงสำเหนียกใจไว้ว่า
เราทั้งหลายจักไม่กล่าวมุสา แม้แต่เพื่อหัวเราะกันเล่น ดังนี้
ราหุล !
เธอทั้งหลายพึงสำเหนียกใจไว้อย่างนี้
ม.ม. ๑๓/๑๒๓/๑๒๖
ศีลข้อที่ 5
(สุราเมระยะมัชชะปมาทัฏฐานา เวรมณี...)
เธอนั้น
ละสุราเมระยะมัชชะปมาทัฏฐาน
เว้นขาดจากการดื่มน้ำเมา คือ สุราและเมรัยอันเป็นที่ตั้งของความประมาท
สี. ที. ๙/๘๓/๑๐๓
หากพิจารณาถึงศีล 5 โดยบท พยัญชนะ ที่เป็นภาษาบาลีแล้ว จะเห็นได้ชัดว่า การรักษาศีล 5 ในศีลข้อที่ 4 นั้น มิได้หมายรวมถึงการ
ละปิสุณวาท คือ ละคำยุยงให้แตกกัน
ละผรุสวาท คือ ละคำหยาบ
ละสัมผัปปลาวาท คือ ละคำเพ้อเจ้อ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของสัมมาวาจาในอริยมรรคมีองค์ 8
และในศีลข้อ 5 ก็มิได้หมายรวมถึง การละสิ่งเสพย์ติดอย่างอื่น (ที่มิใช่สุราและเมรัย) แต่อย่างใด
อย่างไรก็ตาม การเป็นผู้จับฉวยได้เร็วในกุศลธรรมทั้งหลาย ก็ควรค่าแก่การสรรเสริญมากกว่าการติเตียน อยู่แล้ว
เพียงแต่ หากเราเข้าใจนิยามศัพท์ได้อย่างถูกต้อง การจำแนกสิ่งแปลกปลอมออกจากสิ่งนั้น ๆ ก็จะเป็นอะไรที่ง่ายขึ้น
และด้วยความที่ศีลเป็นเรื่องของกรรมโดยตรง จึงเป็นไปไม่ได้ที่การมีศีลและการทุศีลของคนคนหนึ่ง จะไม่มีวิบากกรรมใด ๆ เกิดขึ้นกับคนคนนั้น
และวิบากกรรมดังกล่าว ก็อยู่ภายใต้ กฎแห่งเจตนา หรือ กฎแห่งกรรม อย่างที่เรารู้จักกัน ดังที่พระศาสดาตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย
ภิกษุทั้งหลาย !
สัตว์ทั้งหลาย
เป็นผู้มีกรรมเป็นของตน
เป็นทายาทแห่งกรรม
มีกรรมเป็นกำเนิด
มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์
มีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัย
กระทำกรรมใดไว้ ดีก็ตามชั่วก็ตาม
จักเป็นผู้รับผลแห่งกรรมนั้น
ทสก. อํ. ๒๔/๓๑๑/๑๙๓
หากจำแนกตามวิบากแห่งกรรม พระศาสดาตรัสถึงผลของการมีศีลและทุศีลไว้ ดังต่อไปนี้
ประการแรก ผลของการมีศีลในแต่ละข้อ
การรักษาศีลข้อที่ 1 เป็นไปเพื่อสุคติ โลก สวรรค์ หรือ การมีอายุยืน ปรากฏดังพุทธวจนะที่พระศาสดาตรัสแก่มาณพ
มาณพ !
บุคคลบางคนในโลกนี้จะเป็น...
สตรี
บุรุษ ก็ตาม
ละปาณาติบาตแล้ว
เป็นผู้เว้นขาดจากปาณาติบาต
วางอาชญา
วางศัสตราได้
มีความละอาย
ถึงความเอ็นดู
อนุเคราะห์ด้วยความเกื้อกูลในสรรพสัตว์และภูตอยู่
เขาตายไป จะเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์
เพราะกรรมนั้น อันเขาให้พรั่งพร้อมสมาทานไว้อย่างนี้
หากตายไป ไม่เข้าถึงสุคติโลกสวรรค์
ถ้ามาเป็นมนุษย์เกิด ณ ที่ใด ๆ ในภายหลังจะเป็นคนมีอายุยืน
อุปริ. ม. ๑๔/ ๓๗๖ /๕๗๙
การรักษาศีลข้อที่ 1-4 ก็เป็นไปเพื่อสุคติ เช่นเดียวกัน ปรากฏดังพุทธวจนะที่พระศาสดาตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย
ภิกษุทั้งหลาย !
บุคคลบางคนในกรณีนี้
ละปาณาติบาต
เว้นขาดจากปาณาติบาต…
ละอทินนาทาน
เว้นขาดจากอทินนาทาน…
ละกาเมสุมิจฉาจาร
เว้นขาดจากกาเมสุมิจฉาจาร…
ละมุสาวาท
เว้นขาดจากมุสาวาท...
เขาไม่กระเสือกกระสนด้วย
(กรรมทาง) กาย
(กรรมทาง) วาจา
(กรรมทาง) ใจ
กายกรรมของเขาตรง
วจีกรรมของเขาตรง
มโนกรรมของเขาตรง
คติของเขาตรง
อุปบัติของเขาตรง
ภิกษุทั้งหลาย !
สำหรับผู้มี...
คติตรง
อุปบัติตรง นั้น
เรากล่าวคติอย่างใดอย่างหนึ่งในบรรดาคติสองอย่างแก่เขา คือ
เหล่าสัตว์ผู้มีสุขโดยส่วนเดียว หรือว่า
ตระกูลอันสูง
ตระกูลขัตติยมหาศาล
ตระกูลพราหมณ์มหาศาล
ตระกูลคหบดีมหาศาลอันมั่งคั่ง
มีทรัพย์มาก
มีโภคะมาก
มีทองและเงินมาก
มีอุปกรณ์แห่งทรัพย์มาก
ภิกษุทั้งหลาย !
ภูตสัตว์ย่อมมีด้วยอาการอย่างนี้ คือ
อุปบัติ (การเข้าถึงภพ) ย่อมมีแก่ภูตสัตว์
เขาทำกรรมใดไว้
เขาย่อมอุปบัติด้วยกรรมนั้น
ผัสสะทั้งหลายย่อมถูกต้องภูตสัตว์นั้นผู้อุปบัติแล้ว
ภิกษุทั้งหลาย !
เรากล่าวว่า
สัตว์ทั้งหลาย เป็นทายาทแห่งกรรม ด้วยอาการอย่างนี้ ดังนี้
ทสก. อํ. ๒๔/๓๑๑/๑๙๓
และการรักษาศีลข้อที่ 5 เป็นไปเพื่อทางเจริญแห่งโภคทรัพย์ที่เกิดขึ้นโดยชอบ ปรากฏดังพุทธวจนะที่พระศาสดาตรัสแก่พ๎ยัคฆปัชชะ
พ๎ยัคฆปัชชะ !
โภคทรัพย์ที่เกิดขึ้นโดยชอบย่อมมีทางเจริญ ๔ ประการ คือ
…
(๒) ไม่เป็นนักเลงสุรา
…
พ๎ยัคฆปัชชะ !
เปรียบเหมือน
ทางน้ำเข้า ๔ ทาง
ทางน้ำออก ๔ ทาง ของบึงใหญ่
บุรุษ...
เปิดทางนํ้าเข้าเหล่านั้นด้วย และ
ปิดทางน้ำออกเหล่านั้นเสีย
ทั้งฝนก็ตกลงมาตามที่ควรด้วย
พ๎ยัคฆปัชชะ !
เมื่อเป็นอย่างนั้น
ความเต็มเปี่ยมเท่านั้นที่หวังได้สำหรับบึงใหญ่นั้น
ความเหือดแห้งเป็นอันไม่ต้องหวัง นี้ฉันใด
พ๎ยัคฆปัชชะ !
ผลที่จะเกิดขึ้นก็ฉันนั้น สำหรับโภคทรัพย์ที่เกิดขึ้นโดยชอบอย่างนี้แล้ว
ย่อมมีทางเจริญ ๔ ประการ
...
(๒) ไม่เป็นนักเลงสุรา
...
อฏฺฐก. อํ. ๒๓/๒๘๙ - ๒๙๓/๑๔๔
ประการที่สอง ผลของการทุศีลในแต่ละข้อ
การไม่รักษาศีลข้อที่ 1 เป็นไปเพื่อทุคติ หรือ การมีอายุสั้น ปรากฏดังพุทธวจนะที่พระศาสดาตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย
ภิกษุทั้งหลาย !
ปาณาติบาต ที่...
เสพทั่วแล้ว
เจริญแล้ว
ทำให้มากแล้ว
ย่อมเป็นไปเพื่อ...
นรก
กำเนิดเดรัจฉาน
เปรตวิสัย
วิบากแห่งปาณาติบาตของผู้เป็นมนุษย์ที่เบากว่าวิบากทั้งปวง คือ
วิบากที่เป็นไปเพื่อมีอายุสั้น
อฏฐก.อํ. ๒๓/๒๕๑/๑๓๐
การไม่รักษาศีลข้อที่ 2 เป็นไปเพื่อทุคติ หรือ ความเสื่อมแห่งโภคทรัพย์ ปรากฏดังพุทธวจนะที่พระศาสดาตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย
ภิกษุทั้งหลาย !
อทินนาทาน ที่...
เสพทั่วแล้ว
เจริญแล้ว
ทำให้มากแล้ว
ย่อมเป็นไปเพื่อ...
นรก
กำเนิดเดรัจฉาน
เปรตวิสัย
วิบากแห่งอทินนาทานของผู้เป็นมนุษย์ที่เบากว่าวิบากทั้งปวง คือ
วิบากที่เป็นไปเพื่อความเสื่อมแห่งโภคทรัพย์
อฏฐก.อํ. ๒๓/๒๕๑/๑๓๐
การไม่รักษาศีลข้อที่ 3 เป็นไปเพื่อทุคติ หรือ การก่อเวรด้วยศัตรู ปรากฏดังพุทธวจนะที่พระศาสดาตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย
ภิกษุทั้งหลาย !
กาเมสุมิจฉาจาร ที่...
เสพทั่วแล้ว
เจริญแล้ว
ทำให้มากแล้ว
ย่อมเป็นไปเพื่อ...
นรก
กำเนิดเดรัจฉาน
เปรตวิสัย
วิบากแห่งกาเมสุมิจฉาจารของผู้เป็นมนุษย์ที่เบากว่าวิบากทั้งปวง คือ
วิบากที่เป็นไปเพื่อ ก่อเวรด้วยศัตรู
อฏฐก.อํ. ๒๓/๒๕๑/๑๓๐
การไม่รักษาศีลข้อที่ 4 เป็นไปเพื่อทุคติ หรือ การถูกกล่าวตู่ด้วยคำไม่จริง ปรากฏดังพุทธวจนะที่พระศาสดาตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย
ภิกษุทั้งหลาย !
มุสาวาท ที่…
เสพทั่วแล้ว
เจริญแล้ว
ทำให้มากแล้ว
ย่อมเป็นไปเพื่อ...
นรก
กำเนิดเดรัจฉาน
เปรตวิสัย
วิบากแห่งมุสาวาทของผู้เป็นมนุษย์ที่เบากว่าวิบากทั้งปวง คือ
วิบากที่เป็นไปเพื่อการถูกกล่าวตู่ด้วยคำไม่จริง
อฏฐก.อํ. ๒๓/๒๕๑/๑๓๐
และการไม่รักษาศีลข้อที่ 1-4 ก็เป็นไปเพื่อทุคติ เช่นเดียวกัน ปรากฏดังพุทธวจนะที่พระศาสดาตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย
ภิกษุทั้งหลาย !
คนบางคนในกรณีนี้
เป็นผู้มีปกติทำปาณาติบาต...
เป็นผู้มีปกติทำอทินนาทาน...
เป็นผู้มีปกติทำกาเมสุมิจฉาจาร...
เป็นผู้มีปกติทำมุสาวาท...
เขากระเสือกกระสนด้วย
(กรรมทาง) กาย
(กรรมทาง) วาจา
(กรรมทาง) ใจ
กายกรรมของเขาคด
วจีกรรมของเขาคด
มโนกรรมของเขาคด
คติของเขาคด
อุปบัติ (การเข้าถึงภพ) ของเขาคด
ภิกษุทั้งหลาย !
สำหรับผู้มี...
คติคด
อุปบัติคด นั้น
เรากล่าวคติอย่างใดอย่างหนึ่ง ในบรรดาคติสองอย่างแก่เขา คือ
เหล่าสัตว์นรก ผู้มีทุกข์โดยส่วนเดียว หรือว่า
สัตว์เดรัจฉานผู้มีกำเนิดกระเสือกกระสน ได้แก่
งู แมลง ป่อง ตะขาบ พังพอน แมว หนู นกเค้า หรือ
สัตว์เดรัจฉานเหล่าอื่นที่เห็นมนุษย์แล้วกระเสือกกระสน
ภิกษุทั้งหลาย !
ภูตสัตว์ย่อมมีด้วยอาการอย่างนี้ คือ
อุปบัติย่อมมีแก่ภูตสัตว์
เขาทำกรรมใดไว้
เขาย่อมอุปบัติด้วยกรรมนั้น
ผัสสะทั้งหลายย่อมถูกต้องภูตสัตว์นั้น ผู้อุปบัติแล้ว
ภิกษุทั้งหลาย !
เรากล่าวว่า
สัตว์ทั้งหลายเป็นทายาทแห่งกรรม ด้วยอาการอย่างนี้ดังนี้
ทสก.อํ. ๒๔/๓๐๙/๑๙๓
และการไม่รักษาศีลข้อที่ 5 เป็นไปเพื่อทุคติ หรือ ความเป็นบ้า ปรากฏดังพุทธวจนะที่พระศาสดาตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย
ภิกษุทั้งหลาย !
สุราเมระยะมัชชะปมาทัฏฐาน ที่...
เสพทั่วแล้ว
เจริญแล้ว
ทำให้มากแล้ว
ย่อมเป็นไปเพื่อ...
นรก
กำเนิดเดรัจฉาน
เปรตวิสัย
วิบากแห่งการดื่มน้ำเมาของผู้เป็นมนุษย์ที่เบากว่าวิบากทั้งปวง คือ
วิบากที่เป็นไปเพื่อ ความเป็นบ้า (อุมฺมตฺตก)
อฏฐก.อํ. ๒๓/๒๕๑/๑๓๐
และเป็นไปเพื่อทางเสื่อมแห่งโภคทรัพย์ที่เกิดขึ้นโดยชอบ ปรากฏดังพุทธวจนะที่พระศาสดาตรัสแก่พ๎ยัคฆปัชชะ
พ๎ยัคฆปัชชะ !
โภคทรัพย์ที่เกิดขึ้นโดยชอบย่อมมีทางเสื่อม ๔ ประการ คือ
…
(๒) ความเป็นนักเลงสุรา
…
พ๎ยัคฆปัชชะ !
เปรียบเหมือน
ทางน้ำเข้า ๔ ทาง
ทางน้ำออก ๔ ทาง ของบึงใหญ่มีอยู่
บุรุษ...
ปิดทางน้ำเข้าเหล่านั้นเสีย และ
เปิดทางน้ำออกเหล่านั้นด้วย
ทั้งฝนก็ไม่ตกลงมาตามที่ควร
พ๎ยัคฆปัชชะ !
เมื่อเป็นอย่างนั้น
ความเหือดแห้งเท่านั้นที่หวังได้สำหรับบึงใหญ่นั้น
ความเต็มเปี่ยมไม่มีทางที่จะหวังได้ นี้ฉันใด
พ๎ยัคฆปัชชะ !
ผลที่จะเกิดขึ้นก็ฉันนั้น สำหรับโภคทรัพย์ที่เกิดขึ้นโดยชอบอย่างนี้แล้ว
ย่อมมีทางเสื่อม๔ ประการ คือ
...
(๒) ความเป็นนักเลงสุรา
...
อฏฺฐก. อํ. ๒๓/๒๘๙ - ๒๙๓/๑๔๔
สอดคล้องกับอีกพุทธวจนะที่พระศาสดาตรัสถึงโทษของการไม่รักษาศีลข้อที่ 5 ไว้แก่คหบดีบุตร
คหบดีบุตร !
อริยสาวก ไม่เสพทางเสื่อมแห่งโภคทรัพย์ ๖ ทาง (อบายมุข ๖) คือ
(๑) การประกอบเนืองๆ ซึ่งการดื่มน้ำเมา คือ
สุราและเมรัย อันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท เป็นทางเสื่อมแห่งโภคทรัพย์
...
คหบดีบุตร !
โทษในการประกอบเนือง ๆ ซึ่งการดื่มน้ำเมา คือ
สุราและเมรัย อันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท มี ๖ ประการ คือ
(๑) ความเสื่อมทรัพย์อันผู้ดื่มพึงเห็นเอง
(๒) ก่อการทะเลาะวิวาท
(๓) เป็นบ่อเกิดแห่งโรค
(๔) เป็นเหตุเสียชื่อเสียง
(๕) เป็นเหตุไม่รู้จักละอาย
(๖) เป็นเหตุทอนกำลังปัญญา
คหบดีบุตร !
เหล่านี้แล คือ โทษ ๖ ประการในการประกอบเนือง ๆ ซึ่งการดื่มน้ำเมา คือ
สุราและเมรัยอันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท
นอกจากจำแนกตามวิบากแห่งกรรมแล้ว พระศาสดาตรัสถึงอานิสงส์แห่งศีลสัมปทาของผู้มีศีลไว้แก่คฤหบดีทั้งหลายว่า
ดูก่อนคฤหบดีทั้งหลาย !
อานิสงส์แห่งศีลสมบัติของบุคคลผู้มีศีล ๕ ประการนี้
๕ ประการเป็นอย่างไรเล่า ?
๕ ประการ คือ
บุคคลผู้มีศีลผู้ถึงพร้อมด้วยศีลในโลกนี้
ย่อมได้กองแห่งโภคะใหญ่ เพราะความไม่ประมาทเป็นเหตุ
นี้เป็นอานิสงส์แห่งศีลสมบัติของบุคคลผู้มีศีลประการที่ ๑
อีกประการหนึ่ง
กิตติศัพท์อันงามของบุคคลผู้มีศีล ผู้ถึงพร้อมด้วยศีลย่อมขจรไป
นี้เป็นอานิสงส์แห่งศีลสมบัติของบุคคลผู้มีศีลประการที่ ๒
อีกประการหนึ่ง
บุคคลผู้ถึงพร้อมด้วยศีล เข้าไปหาบริษัทใด คือ
ขัตติยบริษัท ก็ดี
พราหมณบริษัท ก็ดี
คหบดีบริษัท ก็ดี
สมณบริษัท ก็ดี
ย่อมเป็นผู้แกล้วกล้า ไม่เก้อเขินเข้าไปหาบริษัทนั้น
นี้เป็นอานิสงส์แห่งศีลสมบัติของบุคคลผู้มีศีลประการที่ ๓
อีกประการหนึ่ง
บุคคลผู้มีศีล ผู้ถึงพร้อมด้วยศีล ย่อมเป็นผู้ไม่หลงใหลกระทำกาละ
นี้เป็นอานิสงส์แห่งศีลสมบัติของบุคคลผู้มีศีลประการที่ ๔
อีกประการหนึ่ง
บุคคลผู้มีศีล ผู้ถึงพร้อมด้วยศีล ย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์
นี้เป็นอานิสงส์แห่งศีลสมบัติของบุคคลผู้มีศีลประการที่ ๕
ดูก่อนคฤหบดีทั้งหลาย !
อานิสงส์แห่งศีลสมบัติของบุคคลผู้มีศีล ๕ ประการนี้แล
ปาฏลิคามิยสูตร ๒๕/๑๘๒-๑๘๓/๑๗๐
และตรัสถึงโทษแห่งศีลวิบัติของผู้ทุศีลไว้แก่คฤหบดีทั้งหลายโดยนัยยะตรงข้ามว่า
ดูก่อนคฤหบดีทั้งหลาย !
โทษแห่งศีลวิบัติของบุคคลผู้ทุศีล ๕ ประการนี้
๕ ประการเป็นอย่างไรเล่า ?
๕ ประการ คือ
บุคคลผู้ทุศีลมีศีลวิบัติในโลกนี้
ย่อมเข้าถึงความเสื่อมแห่งโภคะใหญ่ เพราะความประมาทเป็นเหตุ
นี้เป็นโทษแห่งศีลวิบัติของบุคคลผู้ทุศีลประการที่ ๑
อีกประการหนึ่ง
กิตติศัพท์อันลามกของบุคคลผู้ทุศีลมีศีลวิบัติ ขจรไปแล้ว
นี้เป็นโทษแห่งศีลวิบัติของบุคคลผู้ทุศีลประการที่ ๒
บุคคลผู้ทุศีลมีศีลวิบัติ เข้าไปหาบริษัทใด คือ
ขัตติยบริษัท ก็ดี
พราหมณบริษัท ก็ดี
คหบดีบริษัท ก็ดี
สมณบริษัท ก็ดี
ย่อมไม่แกล้วกล้า เก้อเขินเข้าไปหา
นี้เป็นโทษแห่งศีลวิบัติของบุคคลผู้ทุศีลประการที่ ๓
อีกประการหนึ่ง
บุคคลผู้ทุศีลมีศีลวิบัติ ย่อมเป็นผู้หลงใหลกระทำกาละ
นี้เป็นโทษแห่งศีลวิบัติของบุคคลผู้ทุศีลประการที่ ๔
อีกประการหนึ่ง
บุคคลผู้ทุศีลมีศีลวิบัติ เมื่อตายไป ย่อมเข้าถึงอบายทุคติ วินิบาต นรก
นี้เป็นโทษแห่งศีลวิบัติของบุคคลผู้ทุศีลประการที่ ๕
ดูก่อนคฤหบดีทั้งหลาย !
โทษแห่งศีลวิบัติของบุคคลผู้ทุศีล ๕ ประการนี้แล
ปาฏลิคามิยสูตร ๒๕/๑๘๒-๑๘๓/๑๗๐
ซึ่งผลของการมีศีล ผลของการทุศีล อานิสงส์แห่งศีลสัมปทาและโทษแห่งศีลวิบัติก็อยู่ภายใต้ วิบากแห่งกรรม ดังพุทธวจนะที่พระศาสดาตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย
ภิกษุทั้งหลาย !
เรากล่าววิบาก (ผลแห่งการกระทำ) แห่งกรรมทั้งหลายว่ามีอยู่ ๓ อย่าง คือ
วิบากในทิฏฐธรรม (ทันควัน) หรือว่า
วิบากในอุปะปัชชะ (ในเวลาต่อมา) หรือว่า
วิบากในอปรปริยายะ (ในเวลาต่อมาอีก)
ฉกฺก. อํ. ๒๒/๔๕๘,๔๖๓ - ๔๖๔/๓๓๔
เพียงแต่เราไม่สามารถหยั่งรู้ได้ว่า เวลาต่อมาและเวลาต่อมาอีกนั้น กินระยะห่างจากเวลาทันควันนานแค่ไหน
จะเป็นปี เดือน สัปดาห์ วัน ชั่วโมง นาที หรืออีกไม่กี่วินาทีข้างหน้า นี้ก็ได้ !
จะยังคงทุศีลเสมอต้นเสมอปลาย หรือ สำรวมอินทรีย์เพื่อรักษาศีล 5 ไปจนวันตาย
นั่นก็ขึ้นอยู่กับ เจตนา ของเราเอง
มานับถอยหลังความตายให้กับชีวิตกันเถอะ
10-9-8-7-6-5-4-3-2-1... ขณะนี้ ที่นี่ เดี๋ยวนี้
รวบรวมและเรียบเรียง
หลังม่านสีฟ้า
บลู เลอสง่า
ขึ้น 1-6 ค่ำ เดือน 12
edit @ 12 Nov 2010 14:07:59 by บลู เลอสง่า