ที่ 1/2554                                                                                             http://buddhatalk.exteen.com
                                                                              9 มกราคม 2554
           ตามที่ บล็อคเกอร์ บลู เลอสง่า ได้ก่อตั้ง http://buddhatalk.exteen.com เพื่อโพสต์งานเขียนอิงพุทธวจนะ เผยแผ่คำพูดที่ออกจากพระโอษฐ์ของพระผู้มีพระภาคเจ้า บนพื้นที่สาธารณะชื่อ www.exteen.com เมื่อวันที่ 11 มกราคม 2554 นั้น
           บลู เลอสง่า ขอเรียนว่า บัดนี้ ใกล้ครบระยะเวลา 1 ปีที่มีส่วนร่วมในการเผยแผ่คำพูดที่ออกจากพระโอษฐ์ของพระผู้มีพระภาคเจ้า มีส่วนร่วมในการถามตอบ แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับกัลยาณมิตรมากมาย และเพื่อให้ผมสามารถสื่อสารกับพี่ ๆ เพื่อน ๆ น้อง ๆ ได้รวดเร็วมากยิ่งขึ้น ผมจึงได้สมัคร facebook เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันได้ง่ายขึ้น ในชื่อ บลู เลอสง่า โดยเพื่อน ๆ ที่เข้ามาอ่านงานเขียนหรือแสดงความเห็นสามารถเข้าไปพิมพ์คำว่า บลู เลอสง่า แล้วติดตามการเคลื่อนไหวของผมได้ เข้ามาแลกเปลี่ยนความเห็นกันนะ ยินดีต้อนรับครับ
            จึงเรียนมาเพื่อโปรดทราบและขอความร่วมมือเพื่อน ๆ เข้ามาร่วมกันเป็นเครือข่ายเผยแผ่พุทธวจนะกันในนามมัคคานุคา หรือ ผู้เดินตามตถาคต จะขอบคุณมาก
                                                                               ขอแสดงความนับถือ
                                                                                     บลู เลอสง่า
                                                                              ผู้ก่อตั้ง buddhatalk

edit @ 9 Jan 2011 14:11:38 by บลู เลอสง่า

edit @ 9 Jan 2011 14:21:35 by บลู เลอสง่า

...อะเงิน ไปเอามันออก...
...แกจะปล่อยมารหัวขนนี่ไว้ทำไมเนี้ย อนาคตยังอีกยาวไกลนะเว้ย คิดดี ๆ...
...คนไม่เป็นเหมือนแก ไม่รู้หรอกว่า มันทรมานแค่ไหน ชั้นเข้าใจดี เพราะชั้นก็ผ่านมาแล้ว ไปรีดออกเถอะ...
...ยังไงก็พลาดมาแล้วครั้งหนึ่ง ทำ ๆ ไป อย่าไปคิดอะไรมาก ในเมื่อมันจำเป็น...

ใครจะคิดอย่างไร กับความเห็นเหล่านี้ ก็สุดแท้แต่ สำหรับตัวเอง หงุดหงิดใจ เป็นที่สุด

เพราะแต่ไหนแต่ไร เมื่อมีการยกประเด็นเรื่อง การทำแท้ง ขึ้นถกกัน ผมมักจะเป็นฝ่ายข้างน้อยที่ลงความเห็นในทางปฏิเสธ โดยอ้างเหตุผลแค่ศีลข้อที่ 1 จากศีลทั้งหมด 5 ข้อ

และแม้ว่า จะโดนโน้มน้าวด้วยการให้เหตุผลแบบโลก ๆ มากมายขนาดไหน ผมก็ยังยืนกรานอย่างหัวดื้อในความเห็นของตัวเองเรื่อยมาจนกระทั่งปัจจุบัน

จากวันนั้นถึงวันนี้ ยิ่งเล่าเรียนพุทธวจนะ ก็ยิ่งมีความเชื่อมั่นมากขึ้นไปอีกว่า

ความจำเป็นต่าง ๆ นานา หาใช่เหตุผลที่ทรงคุณค่าเพียงพอที่ชีวิตหนึ่งซึ่งอาจจะผ่านความผิดพลาดใด ๆ มาก็ตาม มีสิทธิเลือก ความตาย ให้กับอีกชีวิตหนึ่ง ซึ่งกำลังจะคลอดออกมาลืมตาดูโลก แต่ทว่าตายเสียก่อน

และด้วยเหตุที่ชีวิตในครรภ์มารดานี้ มิใช่กำเนิดเดรัจฉาน ทว่าเป็นมนุษย์ ก็ยิ่งต้องใคร่ครวญพิจารณาให้หนักขึ้นอีกหลายเท่า เพราะการเกิดเป็นมนุษย์ มิใช่เรื่องง่าย อย่างการเกิดเป็นสัตว์เหล่าอื่น ดังพุทธวจนะที่พระศาสดาตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย

ภิกษุทั้งหลาย !
เธอทั้งหลายจะสำคัญความข้อนี้ว่าอย่างไร

ฝุ่นนิดหนึ่งที่เราช้อนขึ้นด้วยปลายเล็บนี้ กับมหาปฐพีนั้น ข้างไหนจะมากกว่ากัน ?

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ !
มหาปฐพีนั่นแหละเป็นดินที่มากกว่า
ฝุ่นนิดหนึ่งเท่าที่ทรงช้อนขึ้นด้วยปลายพระนขานี้ เป็นของมีประมาณน้อย

ฝุ่นนั้น เมื่อนำเข้าไปเทียบกับมหาปฐพี ย่อม...
ไม่ถึงซึ่งการคำนวณได้ เปรียบเทียบได้
ไม่เข้าถึงแม้ซึ่งกะละภาค (ส่วนเสี้ยว)

ภิกษุทั้งหลย !
อุปมานี้ฉันใด อุปไมยก็ฉันนั้น

สัตว์ที่เกิดกลับมาสู่หมู่มนุษย์ มีน้อย
สัตว์ที่เกิดกลับเป็นอย่างอื่นจากหมู่มนุษย์ มีมากกว่าโดยแท้
 

ข้อนั้นเพราะเหตุไรเล่า ?

ภิกษุทั้งหลาย !
ข้อนั้น เพราะความที่สัตว์เหล่านั้นไม่เห็นอริยสัจทั้งสี่
...

มหาวาร. สํ. ๑๙/๕๗๘/๑๗๕๗

สอดคล้องกับอีกพุทธวจนะที่พระศาสดาตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย

ภิกษุทั้งหลาย !
สมมติว่ามหาปฐพีอันใหญ่หลวงนี้ มีน้ำทั่วถึงเป็นอันเดียวกันทั้งหมด

 

บุรุษคนหนึ่งทิ้งแอก(ไม้ไผ่ !) ซึ่งมีรูเจาะได้เพียงรูเดียว ลงไปในน้ำนั้น

ลมตะวันออกพัดให้ลอยไปทางทิศตะวันตก
ลมตะวันตกพัดให้ลอยไปทางทิศตะวันออก
ลมทิศเหนือพัดให้ลอยไปทางทิศใต้
ลมทิศใต้พัดให้ลอยไปทางทิศเหนือ

อยู่ดังนี้

 

ในน้ำนั้นมีเต่าตัวหนึ่งตาบอด ล่วงไปร้อย ๆ ปีมันจะผุดขึ้นมาครั้งหนึ่ง ๆ

 

ภิกษุทั้งหลาย !
เธอทั้งหลายจะสำคัญความข้อนี้ว่าอย่างไร

จะเป็นไปได้ไหมที่เต่าตาบอด ร้อยปีจึงจะผุดขึ้นมาสักครั้งหนึ่ง
จะพึงยื่นคอเข้าไปในรู ซึ่งมีอยู่เพียงรูเดียวในแอกนั้น ?

 

ข้อนี้ ยากที่จะเป็นไปได้ พระเจ้าข้า !
ที่เต่าตาบอดนั้นร้อยปีผุดขึ้นเพียงครั้งเดียว
จะพึงยื่นคอเข้าไปในรู ซึ่งมีอยู่เพียงรูเดียวในแอกนั้น

 

ภิกษุทั้งหลาย !
ยากที่จะเป็นไปได้ฉันเดียวกันที่...

ใคร ๆ จะพึงได้ความเป็นมนุษย์
ตถาคตผู้อรหันตสัมมาสัมพุทธะจะเกิดขึ้นใน
ธรรมวินัยอันตถาคตประกาศแล้วจะรุ่งเรืองไปทั่วโลก

มหาวาร. ส°. ๑๙/๕๖๘/๑๗๔๔ 

 

และโดยอุปมาทำนองเดียวกัน ก็สอดคล้องกับอีกพุทธวจนะที่พระศาสดาตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย

 

ภิกษุทั้งหลาย !
เปรียบเหมือนบุรุษทิ้งแอก (ไม้ไผ่ ?) ซึ่งมีรูอยู่เพียงรูเดียว ลงไปในมหาสมุทร

 

ในมหาสมุทรนั้น มีเต่าตาบอดตัวหนึ่ง ล่วงไปร้อยปี ๆ จะผุดขึ้นมาครั้งหนึ่ง ๆ

 

ภิกษุทั้งหลาย !
เธอจะสำคัญความข้อนี้ว่าอย่างไร
จะเป็นไปได้ไหม ที่เต่าตาบอดตัวนั้น ล่วงไปร้อยปี ๆ จึงผุดขึ้นมาครั้งหนึ่ง ๆ
จะพึงยื่นคอเข้าไปในรูซึ่งมีอยู่เพียงรูเดียวในแอกนั้น ?

 

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ !
ข้อนั้นจะเป็นไปได้บ้าง ก็ต่อเมื่อล่วงกาลนานยาวในบางคราว

 

ภิกษุทั้งหลาย !
ข้อที่ เต่าตาบอด ตัวนั้น ล่วงไปร้อยปี ๆ จึงผุดขึ้นมาสักครั้งหนึ่ง ๆ
จะพึงยื่นคอเข้าไปในรูซึ่งมีอยู่เพียงรูเดียวในแอกนั้น

 

ยังจะเร็วเสียกว่า การที่คนพาลซึ่งเข้าถึงการเกิดเป็นวินิบาตแล้ว จักได้ความเป็นมนุษย์สักครั้งหนึ่ง

 

ข้อนั้นเพราะเหตุอะไรเล่า ?

ภิกษุทั้งหลาย !
ข้อนั้นเพราะเหตุว่าในหมู่สัตว์จำพวกวินิบาตนั้น…
ไม่มี...
ธัมมจริยา
สมจริยา
กุสลกิริยา
บุญญกิริยา
มีแต่การเคี้ยวกินซึ่งกันและกัน  

ภิกษุทั้งหลาย !
การที่สัตว์มีกำลังมากกว่าเคี้ยวสัตว์ที่มีกำลังน้อยกว่า
ย่อมเป็นไป เป็นธรรมดาในหมู่สัตว์จำพวกวินิบาตนั้น

 

ข้อนั้นเพราะเหตุไรเล่า ?

ภิกษุทั้งหลาย !
ข้อนั้น เพราะความที่ไม่เห็นอริยสัจทั้งสี่
...

มหาวาร. สํ. ๑๙/๕๖๘/๑๗๔๓

นั่นเป็นเพราะความที่สัตว์เหล่าอื่น ซึ่งได้แก่ สัตว์นรก กำเนิดเดรัจฉาน เปรตวิสัย ไม่สามารถเห็นอริยสัจทั้ง 4 ด้วยปัญญาอันถูกต้อง จนสามารถหลุดพ้นออกไปจากสังสารวัฏฏ์ได้เหมือนอย่าง เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย
 
แล้วจะเหลือเหตุผลใด ๆ ในการอ้าง ความจำเป็น เพื่อฆ่าชีวิตมนุษย์ที่เกิดใหม่ อีกละหรือ ?

เพราะแม้กระทั่งสิกขาบทในพระปาฏิโมกข์ การฆ่ามนุษย์ ก็ถือเป็นอาบัติที่ร้ายแรงที่สุด ถึงขนาดที่เป็นเหตุให้พระสงฆ์ขาดซึ่งความเป็นสมณะไปโดยปริยาย ปรากฏดังพุทธวจนะที่พระศาสดาตรัสว่า

โย ปะนะ ภิกขุ สัญจิจจะ มะนุสสะวิคคะหัง ชีวิตา.....

 

อนึ่ง ภิกษุใด...
จงใจพรากกายมนุษย์จากชีวิต หรือ
แสวงหาศัสตราอันจะปลิดชีวิตให้แก่กายมนุษย์นั้น หรือ
พรรณนาคุณแห่งความตาย หรือ
ชักชวนเพื่ออันตาย

ด้วยคำว่า
แน่ะนายผู้เป็นชายจะประโยชน์อะไรแก่ท่าน
ด้วยชีวิตอันแสนลำบาก ยากแค้นนี้
ท่านตายเสียดีกว่าเป็นอยู่ดังนี้

เธอ...
มีจิตอย่างนี้
มีใจอย่างนี้
มีความหมายหลายอย่าง อย่างนี้

พรรณนาคุณในความตายก็ดี
ชักชวนเพื่ออันตายก็ดี

โดยหลายนัย แม้ภิกษุนี้ก็เป็นปาราชิก หาสังวาสมิได้

ขณะเดียวกันก็สอดคล้องกับศีลข้อที่ 1 ในศีลทั้ง 5 ข้อ อย่างที่ผมเคยอ้าง

(ปาณาติปาตา เวรมณี...)
เธอนั้น

ละปาณาติบาต
เว้นขาดจากปาณาติบาต (ฆ่าสัตว์)

วางท่อนไม้และศัสตราเสียแล้ว
มีความละอาย
ถึงความเอ็นดูกรุณา
หวังประโยชน์เกื้อกูลในบรรดาสัตว์ทั้งหลายอยู่

สี. ที. ๙/๘๓/๑๐๓

และการกระทำปาณาติบาต จะสำเร็จลงก็ต่อเมื่อ สัตว์มีการปฏิสนธิ ซึ่งการปฏิสนธินั้นก็ต้องเกิดขึ้นจากการประชุมพร้อมกันของสิ่ง ๓ อย่าง ดังพุทธวจนะที่พระศาสดาตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย

ภิกษุทั้งหลาย !
การปฏิสนธิของสัตว์ในครรภ์
ย่อมมีได้เพราะการประชุมพร้อมของสิ่ง ๓ อย่าง

ในสัตว์โลกนี้
แม้มารดาและบิดาเป็นผู้อยู่ร่วมกัน
แต่มารดายังไม่ผ่านการมีระดู และ
คันธัพพะ (สัตว์ที่จะเข้าไปปฏิสนธิในครรภ์นั้น) ก็ยังไม่เข้าไปตั้งอยู่โดยเฉพาะด้วย

การปฏิสนธิของสัตว์ในครรภ์ ก็ยังมีขึ้นไม่ได้ก่อน

ในสัตว์โลกนี้
แม้มารดาและบิดาเป็นผู้อยู่ร่วมกัน และ
มารดาก็ผ่านการมีระดู
แต่คันธัพพะยังไม่เข้าไปตั้งอยู่โดยเฉพาะ

การปฏิสนธิของสัตว์ในครรภ์ก็ยังมีขึ้นไม่ได้นั่นเอง

ภิกษุทั้งหลาย !
แต่เมื่อใด
มารดาและบิดาเป็นผู้อยู่ร่วมกันด้วย
มารดาก็ผ่านการมีระดูด้วย
คันธัพพะก็เข้าไปตั้งอยู่โดยเฉพาะด้วย

การปฏิสนธิของสัตว์ในครรภ์ย่อมสำเร็จได้
เพราะการประชุมพร้อมกันของสิ่ง ๓ อย่าง
ด้วยอาการอย่างนี้

มู. ม. ๑๒/๔๘๗-๔๘๘/๔๕๒-๔๕๓

ประเด็นจึงอยู่ที่ ณ ขณะทำแท้ง มีการเข้าไปตั้งอาศัยอยู่โดยเฉพาะของคันธัพพะแล้วหรือไม่ ซึ่งหากวิญญาณ (สัตว์ที่จะเข้าไปปฏิสนธิในครรภ์นั้น) มีที่ตั้งอาศัยในนามรูปแล้ว ทุกข์ ได้แก่ ชาติ ชรา มรณะ ก็จักเกิดขึ้นตามลำดับ

เราจึงเรียกเวลา ณ ขณะนั้นได้ว่า เวลาที่เกิดการปฏิสนธิของสัตว์ ดังพุทธวจนะโดยนัยยะตรงข้ามที่พระศาสดาตรัสแก่พระอานนท์

อานนท์ !
ก็คำนี้ว่า

วิญญาณมี เพราะปัจจัยคือนามรูป ดังนี้
เช่นนี้แล เป็นคำที่เรากล่าวแล้ว

ดูก่อนอานนท์ !
ความข้อนี้ เธอต้องทราบอธิบายโดยปริยายดังต่อไปนี้ที่ตรงกับหัวข้อที่เรากล่าวไว้แล้วว่า

วิญญาณมี เพราะปัจจัยคือนามรูป

อานนท์ !
ถ้าหากว่าวิญญาณ จักไม่ได้มีที่ตั้งที่อาศัยในนามรูป แล้วไซร้
ความเกิดขึ้นพร้อมแห่งทุกข์ คือ ชาติ ชรา มรณะ ต่อไป จะมีขึ้นมาให้เห็นได้ไหม ?

ข้อนั้น หามิได้พระเจ้าข้า !

อานนท์ !
เพราะเหตุนั้นแหละ ในเรื่องนี้
นั่นแหละ คือ เหตุ
นั่นแหละ คือ นิทาน

นั่นแหละ คือ สมุทัย
นั่นแหละ คือ ปัจจัยของวิญญาณ นั่นคือ นามรูป

อานนท์ !
ด้วยเหตุเพียงเท่านี้ สัตว์โลก
จึงเกิดบ้าง
จึงแก่บ้าง
จึงตายบ้าง
จึงจุติบ้าง
จึงอุบัติบ้าง

มหา. ที. ๑๐/๖๗/๕๘

กล่าวอย่างสั้นที่สุด เวลาที่เกิดการปฏิสนธิของสัตว์ เป็นเวลาเริ่มต้นของการทำแท้ง เพราะชีวิตมีการเกิดขึ้นแล้ว ก็คงไม่ผิด

สอดคล้องกับนัยยะตรงข้ามที่พระศาสดาตรัสถึงการบังเกิดขึ้นของนามรูป เพราะเหตุที่วิญญาณก้าวลงในท้องแห้งมารดาแล้ว ไม่สลายไป ดังพุทธวจนะที่พระศาสดาตรัสแก่พระอานนท์

อานนท์ !
ถ้าหากว่าวิญญาณก้าวลงในท้องแห่งมารดาแล้ว จักสลายลงเสียแล้วไซร้
นามรูป จักบังเกิดขึ้นเพื่อความเป็นอย่างนี้ได้ไหม ?

ข้อนั้น หามิได้พระเจ้าข้า !
...

มหา. ที. ๑๐/๖๗/๕๘

นั่นหมายความว่า เมื่อวิญญาณยังไม่ก้าวลงในท้องแห่งมารดา เมื่อนั้น นามรูปก็จะปรุงตัวเพื่อการปฏิสนธิไม่ได้ ดังพุทธวจนะที่พระศาสดาตรัสแก่พระอานนท์

อานนท์ !
ก็คำนี้ว่า

นามรูปมี เพราะปัจจัย คือ วิญญาณ ดังนี้
เช่นนี้แล เป็นคำที่เรากล่าวแล้ว

อานนท์ !
ความข้อนี้ เธอต้องทราบอธิบายโดยปริยายดังต่อไปนี้
ที่ตรงกับหัวข้อที่เรากล่าวไว้แล้วว่า

นามรูปมี เพราะปัจจัยคือวิญญาณ

อานนท์ !
ถ้าหากว่าวิญญาณจักไม่ก้าวลงในท้องแห่งมารดา แล้วไซร้
นามรูป จักปรุงตัวขึ้นมาในท้องแห่งมารดาได้ไหม ?

ข้อนั้น หามิได้พระเจ้าข้า !

มหา. ที. ๑๐/๖๗/๕๘

กล่าวอย่างสั้นที่สุด ขณะที่สัตว์เกิดปฏิสนธิในครรภ์มารดา ขณะนั้น เป็นเวลาเดียวกันกับเวลาเริ่มต้นแท้งเองโดยธรรมชาติด้วยเหมือนกัน

เพราะเหตุนั้นในกรณีนี้ ปัญหาการตั้งครรภ์ที่ไม่พึงปรารถนา อาจจะคลี่คลายไปอย่างง่ายดาย ด้วยสภาพร่างกายที่ยังไม่พร้อมต่อชีวิตที่เกิดใหม่ ก็ได้ ซึ่งโดยสถิติ มีจำนวนไม่น้อยคนที่ได้รับโอกาสเช่นว่านั้น หาต้องเลือกวิธีการทำแท้งหรือการรีดลูกอย่างทารุณโหดร้าย มิใช่หรือ

อย่าพึงถึงการสันนิษฐานโดยส่วนเดียวว่า อย่างนี้เท่านั้นจริง อย่างอื่นเปล่า เลย แม้ว่าจะตริตรึกไปตามเหตุผลที่แวดล้อมมากมายขนาดไหนก็ตาม ชีวิตที่เกิดใหม่ ชีวิตนี้อาจจะมีคุณค่าต่อคนจำนวนมากมายในสังคมก็ได้ ลองปล่อยให้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ ก็ไม่เสียหายอะไร ในเมื่ออนาคตอาจจะไม่ได้เป็นอย่างที่เราคิดในปัจจุบัน

อีกนัยยะหนึ่ง หากพิจารณาโดยวิบากแห่งกรรม ชีวิตที่เกิดใหม่แล้วตายไปโดยการทำแท้งนี้ ก็ต้องรับวิบากแห่งกรรมชั่วที่เคยทำในชาติที่แล้ว ๆ มา ไปโดยทันควัน จากวิบากแห่งปาณาติบาตของผู้เป็นมนุษย์ที่เบากว่าวิบากทั้งปวง ซึ่งเห็นได้ชัดเจนที่สุด ดังพุทธวจนะที่พระศาสดาตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย

ภิกษุทั้งหลาย !
ปาณาติบาต ที่...
เสพทั่วแล้ว
เจริญแล้ว
ทำให้มากแล้ว

ย่อมเป็นไปเพื่อ...
นรก
กำเนิดเดรัจฉาน
เปรตวิสัย

วิบากแห่งปาณาติบาตของผู้เป็นมนุษย์ที่เบากว่าวิบากทั้งปวง คือ
วิบากที่เป็นไปเพื่อมีอายุสั้น

อฏฐก.อํ. ๒๓/๒๕๑/๑๓๐

ขณะที่ผู้หญิง ตัวการร่วม ผู้ใช้ ผู้สนับสนุนที่มีส่วนร่วมในการทำแท้ง จะโดยทางตรงหรืออ้อม ก็รอรับผลของการกระทำแห่งกรรม ในเวลาต่อมา หรือ ในเวลาต่อมาอีก ดังพุทธวจนะที่พระศาสดาตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย

ภิกษุทั้งหลาย !
เรากล่าววิบากแห่งกรรมทั้งหลายว่ามีอยู่ ๓ อย่าง คือ

วิบากในทิฏฐธรรม (คือทันควัน) หรือว่า
วิบากในอุปะปัชชะ (คือในเวลาต่อมา) หรือว่า
วิบากในอปรปริยายะ (คือในเวลาต่อมาอีก)

ฉกฺก. อํ. ๒๒/๔๕๘,๔๖๓ - ๔๖๔/๓๓๔

ทว่า อย่างน้อยที่สุด ก็รับไปซึ่ง วิบากในทิฏฐธรรม นั่นคือ ความเดือดร้อนใจ ติดตามไป ดังพุทธวจนะที่พระศาสดาตรัสว่า

...
คนชั่วทำบาปกรรม รู้สึกแต่กรรมชั่วของตน

เสมือนคนยากจนกู้หนี้มาบริโภคอยู่ ย่อมเดือดร้อน

ความตริตรึกที่เกิดจากวิปฏิสาร อันเป็นเครื่องทรมานใจ
ย่อมติดตามเขา ทั้งในบ้านและในป่า
...

ฉกฺก. อํ. ๒๒/๓๙๒/๓๑๖

จากเหตุผลที่กล่าวมาทั้งหมด หากจะมีการติเตียน หรือคัดง้างด้วยความเห็นแบบโลก ๆ บ้าง ก็เห็นจะไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะความขัดกันของโลกกับธรรม คือ ความเป็นธรรมดาที่สุด ดังพุทธวจนะที่พระศาสดาตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย

ภิกษุทั้งหลาย !
เราย่อมไม่กล่าวขัดแย้งกะโลก
แต่โลกต่างหากย่อมกล่าวขัดแย้งต่อเรา

...

ขนฺธ. สํ. ๑๗/๑๖๙/๒๓๙

และแม้พระศาสดาจะตรัสไว้อย่างไร ก็ต้องเข้าใจว่า โลกมักจะหันเหไปในทางตรงกันข้ามเสมอ ๆ

อย่างน้อยที่สุด ประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๓๐๑ มาตรา ๓๐๒ และ มาตรา ๓๐๕ ก็ดันไปรับรองและคุ้มครองการทำแท้งโดยที่สุดว่า ไม่มีความผิดทางโลก

ถึงกระนั้น ในเมื่อเป็นไปไม่ได้ที่ชีวิตที่เกิดใหม่นี้จะตายโดยปราศจากเจตนาฆ่า

อย่างไรเสียแล้ว ฆาตกรเหล่านั้น ก็ยังคงมีความผิดตามกฎแห่งเจตนา โดยหลีกเลี่ยงวิบากแห่งกรรมในครั้งที่ผ่านมานั้นไม่ได้อยู่ดี

นั่นแหละโลก
นี่แหละธรรม

รวบรวมและเรียบเรียง
หลังม่านสีฟ้า
บลู เลอสง่า
แรม 2-5 ค่ำ เดือน 12

ปล. งานชิ้นนี้เขียนขึ้นหลังจากเกิดโศกนาฏกรรมที่เป็นข่าว กรณีพบศพเด็กที่ตายเนื่องจากการทำแท้งจำนวนพัน ๆ ศพในประเทศไทย

หากงานเขียนอิงพุทธวจนะฉบับนี้ มีอานิสงส์อยู่บ้าง ข้าพเจ้าก็ขอแผ่ส่วนแห่งบุญและกุศลที่เกิดขึ้น ไปตลอดทิศทั้ง 4 แผ่ไปโดยความไม่มีเวร ไม่มีภัย ไม่มีความเบียดเบียน แผ่ไปให้กับ ทุกชีวิตในครรภ์มารดาที่ตายเนื่องจากการทำแท้ง ตลอดโลกธาตุแห่งนี้

edit @ 26 Nov 2010 14:15:03 by บลู เลอสง่า
edit @ 26 Nov 2010 14:17:05 by บลู เลอสง่า

edit @ 26 Nov 2010 14:21:21 by บลู เลอสง่า

edit @ 9 Jan 2011 13:44:24 by บลู เลอสง่า

 

 
อิมานิ ปัญจะ สิกขาปะทานิ...ตัสมา สีลัง วิโสธะเย

สิ้นเสียงสาธุการของเหล่าฆราวาสท้ายศีล 5 การอาราธนาและสมาทานศีล ก็จบลงโดยปริยาย

ภายใต้พิธีกรรมที่เกิดขึ้น เพราะอาศัยการกระทำตาม ๆ กันมา หาใช่ทางเลือกเพียงทางเดียวที่ฆราวาสในฐานะอุบาสก อุบาสิกาจะรับศีลทั้ง 5 มารักษาได้

เพราะเหตุว่า ทางเลือกอื่นซึ่ง ลัด สั้น เร็วและง่ายกว่าก็มีอยู่ แล้วทำไมเราจะไม่เลือก

โดยพุทธวจนะแล้ว ศีล เป็นเรื่องของการกระทำซึ่งกรรมด้วยกายและวาจาที่ถูกต้อง และการกระทำทั้งหมดก็เกิดขึ้นจาก เจตนา เป็นเหตุปัจจัย ดังที่พระศาสดาตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย

ภิกษุทั้งหลาย !
เรากล่าวซึ่งเจตนาว่า เป็นกรรม
เพราะว่าบุคคลเจตนาแล้ว ย่อมกระทำซึ่งกรรมด้วย...
กาย
วาจา
ใจ 

ฉกฺก. อํ. ๒๒/๔๕๘,๔๖๓ - ๔๖๔/๓๓๔

กล่าวคือ ไม่มีกายกรรม วจีกรรม และมโนกรรม โดยไม่มี / ปราศจาก เจตนา

สอดคล้องกับอีกพุทธวจนะที่พระศาสดาตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย

...เราตั้งจิตไว้เพื่อประโยชน์แก่ธรรมใด
ประโยชน์นั้นสำเร็จแล้วแก่เรา

เอาละ บัดนี้เราจะนำจิตเฉพาะต่ออารมณ์นั้น…

 

อัมพปาลิวรรค มหาวาร.สํ. ๑๙/๒๐๗/๗๑๖

 กล่าวอย่างสั้นที่สุด ศีลสำเร็จที่เจตนา ทว่า ขาด ทะลุ ด่างและพร้อยลงที่กายและวาจา

นั่นหมายความว่า ผู้กระทำซึ่งกรรมด้วยใจ ก็หาผิดศีลแต่อย่างใด มิอาจปรับความผิดได้

เพียงแต่มีอกุศลวิตก คือ กามวิตก พยาบาทวิตก วิหิงสาวิตก เกิดขึ้นภายในความรับรู้ของจิตแล้ว

โดยหน้าที่ สิ่งที่ควรทำต่อไปก็ คือ
ไม่รับเอาความครุ่นคิดเช่นนั้น ๆ ไว้
ละทิ้งเสีย
ถ่ายถอนออกเสีย
ทำให้สิ้นสุดเสียถึงความไม่มีอะไรเหลืออยู่
ดังพุทธวจนะที่พระศาสดาตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย 

ภิกษุทั้งหลาย !
เมื่อภิกษุ...
เดิน
ยืน
นั่ง
นอนตื่น
อยู่ก็ตาม

ถ้าเธอเกิดครุ่นคิดอยู่ด้วยความครุ่นคิดในทาง...
กาม
เดือดแค้น
ทำให้ผู้อื่นให้ลำบาก
ก็ดี ขึ้น


ภิกษุนั้น
ไม่รับเอาความครุ่นคิดเช่นนั้น ๆ ไว้
ละทิ้งเสีย
ถ่ายถอนออกเสีย
ทำให้สิ้นสุดเสียถึงความไม่มีอะไรเหลืออยู่


ภิกษุผู้เป็นเช่นนี้ แม้...
เดิน
ยืน
นั่ง
นอนตื่น
อยู่ก็ตาม

เราเรียกว่า
ผู้ทำความเพียรเผากิเลส
ผู้กลัวต่อความเป็นทาสของกิเลส
เป็นผู้ปรารภความเพียร ติดต่อสม่ำเสมอ
และ

เป็นผู้มีตนส่งไปแล้วในการกระทำเช่นนั้น

พระพุทธภาษิต จตุกฺก. อํ. ๒๑/๑๗/๑๑

ในทางกลับกัน หากเราไม่พยายามละอกุศลวิตกที่เกิดขึ้นภายในจิตด้วยมรรควิธีข้างต้นแล้ว โอกาสที่เราจะเป็นคนทุศีล ก็ไม่ใช่เรื่องยากเกินวิสัย

กล่าวถึงศีล 5 ซึ่งเป็นมาตรฐานขั้นต่ำในการอยู่ร่วมกันของมนุษย์ โดยนิยามศัพท์ คนในสังคมยังเข้าใจผิดไปจากที่พระศาสดาตรัสไว้

บ้างก็นิยามความหมายแคบเกินไป ทว่าก็มีอยู่จำนวนไม่น้อย ที่ตีความศีล 5 กว้างไปไกลเกินกว่านิยามศัพท์ตามภาษาบาลี

ซึ่งโดยหลักพระพุทธวจนะแล้ว พระศาสดาตรัสถึงศีล 5 ไว้ว่า

ศีลข้อที่ 1
(ปาณาติปาตา เวรมณี...)
เธอนั้น

ละปาณาติบาต
เว้นขาดจากปาณาติบาต (ฆ่าสัตว์)

วางท่อนไม้และศัสตราเสียแล้ว
มีความละอาย
ถึงความเอ็นดูกรุณา
หวังประโยชน์เกื้อกูลในบรรดาสัตว์ทั้งหลายอยู่

สี. ที. ๙/๘๓/๑๐๓

สอดคล้องกับพุทธวจนะที่พระศาสดาตรัสถึงความสะอาดทางกายไว้แก่จุนทะ

จุนทะ !
ความสะอาดทางกายมี ๓ อย่าง

จุนทะ !
ความสะอาดทางกาย มี ๓ อย่าง
นั้นเป็นอย่างไรเล่า ?

(๑) บุคคลบางคนในกรณีนี้
ละการทำสัตว์มีชีวิตให้ตกล่วง
เว้นขาดจากปาณาติบาต

วางท่อนไม้
วางศัสตรา
มีความละอาย
ถึงความเอ็นดูกรุณาเกื้อกูลแก่สัตว์ทั้งหลายอยู่

ทสก. อํ. ๒๔/๒๘๓ – ๒๘๙/๑๖๕

ศีลข้อที่ 2
(อทินนาทานา เวรมณี...)
เธอนั้น

ละอทินนาทาน
เว้นขาดจากอทินนาทาน
(ลักทรัพย์)


ถือเอาแต่ของที่เขาให้แล้ว
หวังอยู่แต่ของที่เขาให้
ไม่เป็นขโมย
มีตนเป็นคนสะอาดเป็นอยู่

สี. ที. ๙/๘๓/๑๐๓

สอดคล้องกับพุทธวจนะที่พระศาสดาตรัสถึงความสะอาดทางกายไว้แก่จุนทะ

จุนทะ !
ความสะอาดทางกายมี ๓ อย่าง

จุนทะ !
ความสะอาดทางกาย มี ๓ อย่าง
นั้นเป็นอย่างไรเล่า ?

(๒) บุคคลบางคนในกรณีนี้
ละการถือเอาสิ่งของที่เจ้าของมิได้ให้

เว้นขาดจากการถือเอาสิ่งของที่เจ้าของมิได้ให้ 

ไม่ถือเอาทรัพย์และอุปกรณ์แห่งทรัพย์อันเจ้าของไม่ได้ให้
ใน...
บ้านก็ดี
ป่าก็ดี ด้วยอาการแห่งขโมย

ทสก. อํ. ๒๔/๒๘๓ – ๒๘๙/๑๖๕

ศีลข้อที่ 3
(กาเมสุมิจฉาจารา เวรมณี...)
เธอนั้น

ละกาเมสุมิจฉาจาร
เว้นขาดจากกาเมสุมิจฉาจาร
(เว้นขาดจากการประพฤติผิด)

ในหญิงซึ่ง...
มารดา
บิดา
พี่น้องชาย
พี่น้องหญิง หรือ
ญาติรักษา อันธรรมรักษา

เป็น…
หญิงมีสามี
หญิงอยู่ในสินไหม

โดยที่สุดแม้หญิงอันเขาหมั้นไว้ (ด้วยการคล้องพวงมาลัย)
ไม่เป็นผู้ประพฤติผิดจารีตในรูปแบบเหล่านั้น

ทสก. อํ. ๒๔/๒๘๗ - ๒๘๘/๑๖๕

สอดคล้องกับพุทธวจนะที่พระศาสดาตรัสถึงความสะอาดทางกายไว้แก่จุนทะ

จุนทะ !
ความสะอาดทางกายมี ๓ อย่าง

จุนทะ !
ความสะอาดทางกาย มี ๓ อย่าง
นั้นเป็นอย่างไรเล่า ?

(๓) บุคคลบางคนในกรณีนี้
ละการประพฤติผิดในกาม

เว้นขาดจากการประพฤติผิดในกาม (เว้นจาการประพฤติผิด)

ในหญิงซึ่ง...
มารดา
บิดา
พี่น้องชาย
พี่น้องหญิง หรือ
ญาติรักษา อันธรรมรักษา

เป็น...
หญิงมีสามี
หญิงอยู่ในสินไหม

โดยที่สุดแม้หญิงอันเขาหมั้นไว้ (ด้วยการคล้องมาลัย)
ไม่เป็นผู้ประพฤติผิดจารีตในรูปแบบเหล่านั้น

ทสก. อํ. ๒๔/๒๘๓ – ๒๘๙/๑๖๕

ศีลข้อที่ 4
(มุสาวาทา เวรมณี...)
เธอนั้น

ละมุสาวาท
เว้นขาดจากมุสาวาท

พูดแต่ความจริง
รักษาความสัตย์
มั่งคงในคำพูด
มีคำพูดควรเชื่อถือได้
ไม่แกล้งกล่าวให้ผิดต่อโลก

สี. ที. ๙/๘๓/๑๐๓

สอดคล้องกับพุทธวจนะที่พระศาสดาตรัสถึงความสะอาดทางวาจาไว้แก่จุนทะ

จุนทะ !
ความสะอาดทางวาจามี ๔ อย่าง

จุนทะ !
ความสะอาดทางวาจา มี ๔ อย่าง
นั้นเป็นอย่างไรเล่า ?

 (๑) บุคคลบางคนในกรณีนี้
ละมุสาวาท
เว้นขาดจากมุสาวาท
 

ไปสู่...
สภา ก็ดี
บริษัท ก็ดี
ท่ามกลางหมู่ญาติ ก็ดี
ท่ามกลางศาลาประชาคม ก็ดี
ท่ามกลางราชสกุล ก็ดี

 

อันเขานำไปเป็นพยานถามว่า

 

บุรุษผู้เจริญ !
ท่านรู้อย่างไร ท่านจงกล่าวไปอย่างนั้น ดังนี้

 

บุรุษนั้น
เมื่อไม่รู้ ก็กล่าวว่า ไม่รู้
เมื่อรู้ ก็กล่าวว่า รู้
เมื่อไม่เห็น ก็กล่าวว่า ไม่เห็น
เมื่อเห็น ก็กล่าวว่า เห็น 

 

เพราะเหตุตนเอง
เพราะเหตุผู้อื่น หรือ
เพราะเหตุเห็นแก่อามิสไร ๆ

 

ก็ไม่เป็นผู้กล่าวเท็จทั้งที่รู้อยู่

ทสก. อํ. ๒๔/๒๘๓ – ๒๘๙/๑๖๕

และสอดคล้องกับพุทธวจนะที่พระศาสดาตรัสถึงการกล่าวมุสาไว้แก่ราหุล

ราหุล !
เรากล่าวว่า

กรรมอันเป็นบาปหน่อยหนึ่ง ซึ่งนักบวชที่ไม่มีความละอาย
ในการแกล้งกล่าวเท็จทั้งที่รู้อยู่ว่าเป็นเท็จ จะทำไม่ได้หามีไม่

 

เพราะฉะนั้น ในเรื่องนี้ เธอทั้งหลาย พึงสำเหนียกใจไว้ว่า

เราทั้งหลายจักไม่กล่าวมุสา แม้แต่เพื่อหัวเราะกันเล่น ดังนี้ 

ราหุล !
เธอทั้งหลายพึงสำเหนียกใจไว้อย่างนี้

ม.ม. ๑๓/๑๒๓/๑๒๖

ศีลข้อที่ 5
(สุราเมระยะมัชชะปมาทัฏฐานา เวรมณี
...)

เธอนั้น

ละสุราเมระยะมัชชะปมาทัฏฐาน
เว้นขาดจากการดื่มน้ำเมา คือ สุราและเมรัยอันเป็นที่ตั้งของความประมาท 

สี. ที. ๙/๘๓/๑๐๓

หากพิจารณาถึงศีล 5 โดยบท พยัญชนะ ที่เป็นภาษาบาลีแล้ว จะเห็นได้ชัดว่า การรักษาศีล 5 ในศีลข้อที่ 4 นั้น มิได้หมายรวมถึงการ
ละปิสุณวาท คือ ละคำยุยงให้แตกกัน
ละผรุสวาท คือ ละคำหยาบ
ละสัมผัปปลาวาท คือ ละคำเพ้อเจ้อ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของสัมมาวาจาในอริยมรรคมีองค์ 8 

และในศีลข้อ 5 ก็มิได้หมายรวมถึง การละสิ่งเสพย์ติดอย่างอื่น (ที่มิใช่สุราและเมรัย) แต่อย่างใด

อย่างไรก็ตาม การเป็นผู้จับฉวยได้เร็วในกุศลธรรมทั้งหลาย ก็ควรค่าแก่การสรรเสริญมากกว่าการติเตียน อยู่แล้ว 

เพียงแต่ หากเราเข้าใจนิยามศัพท์ได้อย่างถูกต้อง การจำแนกสิ่งแปลกปลอมออกจากสิ่งนั้น ๆ ก็จะเป็นอะไรที่ง่ายขึ้น

และด้วยความที่ศีลเป็นเรื่องของกรรมโดยตรง จึงเป็นไปไม่ได้ที่การมีศีลและการทุศีลของคนคนหนึ่ง จะไม่มีวิบากกรรมใด ๆ เกิดขึ้นกับคนคนนั้น

และวิบากกรรมดังกล่าว ก็อยู่ภายใต้ กฎแห่งเจตนา หรือ กฎแห่งกรรม อย่างที่เรารู้จักกัน ดังที่พระศาสดาตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย

ภิกษุทั้งหลาย !
สัตว์ทั้งหลาย

เป็นผู้มีกรรมเป็นของตน
เป็นทายาทแห่งกรรม

มีกรรมเป็นกำเนิด
มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์
มีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัย

 

กระทำกรรมใดไว้ ดีก็ตามชั่วก็ตาม
จักเป็นผู้รับผลแห่งกรรมนั้น

ทสก. อํ. ๒๔/๓๑๑/๑๙๓

หากจำแนกตามวิบากแห่งกรรม พระศาสดาตรัสถึงผลของการมีศีลและทุศีลไว้ ดังต่อไปนี้

ประการแรก ผลของการมีศีลในแต่ละข้อ

การรักษาศีลข้อที่ 1 เป็นไปเพื่อสุคติ โลก สวรรค์ หรือ การมีอายุยืน ปรากฏดังพุทธวจนะที่พระศาสดาตรัสแก่มาณพ

มาณพ !
บุคคลบางคนในโลกนี้จะเป็น...
สตรี
บุรุษ ก็ตาม

 

ละปาณาติบาตแล้ว
เป็นผู้เว้นขาดจากปาณาติบาต

 

วางอาชญา
วางศัสตราได้
มีความละอาย
ถึงความเอ็นดู
อนุเคราะห์ด้วยความเกื้อกูลในสรรพสัตว์และภูตอยู่

 

เขาตายไป จะเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์
เพราะกรรมนั้น อันเขาให้พรั่งพร้อมสมาทานไว้อย่างนี้

หากตายไป ไม่เข้าถึงสุคติโลกสวรรค์
ถ้ามาเป็นมนุษย์เกิด ณ ที่ใด ๆ ในภายหลังจะเป็นคนมีอายุยืน

อุปริ. ม. ๑๔/ ๓๗๖ /๕๗๙

การรักษาศีลข้อที่ 1-4 ก็เป็นไปเพื่อสุคติ เช่นเดียวกัน ปรากฏดังพุทธวจนะที่พระศาสดาตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย

ภิกษุทั้งหลาย !
บุคคลบางคนในกรณีนี้

ละปาณาติบาต
เว้นขาดจากปาณาติบาต…

ละอทินนาทาน
เว้นขาดจากอทินนาทาน…

ละกาเมสุมิจฉาจาร
เว้นขาดจากกาเมสุมิจฉาจาร…


ละมุสาวาท
เว้นขาดจากมุสาวาท...

เขาไม่กระเสือกกระสนด้วย
(กรรมทาง) กาย
(กรรมทาง) วาจา
(กรรมทาง) ใจ

กายกรรมของเขาตรง
วจีกรรมของเขาตรง
มโนกรรมของเขาตรง

คติของเขาตรง
อุปบัติของเขาตรง

ภิกษุทั้งหลาย !
สำหรับผู้มี...
คติตรง
อุปบัติตรง นั้น

เรากล่าวคติอย่างใดอย่างหนึ่งในบรรดาคติสองอย่างแก่เขา คือ

เหล่าสัตว์ผู้มีสุขโดยส่วนเดียว หรือว่า
ตระกูลอันสูง
ตระกูลขัตติยมหาศาล
ตระกูลพราหมณ์มหาศาล
ตระกูลคหบดีมหาศาลอันมั่งคั่ง

 

มีทรัพย์มาก
มีโภคะมาก
มีทองและเงินมาก
มีอุปกรณ์แห่งทรัพย์มาก

 

ภิกษุทั้งหลาย !
ภูตสัตว์ย่อมมีด้วยอาการอย่างนี้ คือ
อุปบัติ (การเข้าถึงภพ) ย่อมมีแก่ภูตสัตว์

 

เขาทำกรรมใดไว้
เขาย่อมอุปบัติด้วยกรรมนั้น

 

ผัสสะทั้งหลายย่อมถูกต้องภูตสัตว์นั้นผู้อุปบัติแล้ว

ภิกษุทั้งหลาย !
เรากล่าวว่า

 

สัตว์ทั้งหลาย เป็นทายาทแห่งกรรม ด้วยอาการอย่างนี้ ดังนี้

ทสก. อํ. ๒๔/๓๑๑/๑๙๓

และการรักษาศีลข้อที่ 5 เป็นไปเพื่อทางเจริญแห่งโภคทรัพย์ที่เกิดขึ้นโดยชอบ ปรากฏดังพุทธวจนะที่พระศาสดาตรัสแก่พ๎ยัคฆปัชชะ

พ๎ยัคฆปัชชะ !
โภคทรัพย์ที่เกิดขึ้นโดยชอบย่อมมีทางเจริญ ๔ ประการ คือ 


(๒) ไม่เป็นนักเลงสุรา

พ๎ยัคฆปัชชะ !
เปรียบเหมือน
ทางน้ำเข้า ๔ ทาง
ทางน้ำออก ๔ ทาง ของบึงใหญ่

บุรุษ...
เปิดทางนํ้าเข้าเหล่านั้นด้วย และ
ปิดทางน้ำออกเหล่านั้นเสีย

 

ทั้งฝนก็ตกลงมาตามที่ควรด้วย

 

พ๎ยัคฆปัชชะ !
เมื่อเป็นอย่างนั้น
ความเต็มเปี่ยมเท่านั้นที่หวังได้สำหรับบึงใหญ่นั้น
ความเหือดแห้งเป็นอันไม่ต้องหวัง
นี้ฉันใด


พ๎ยัคฆปัชชะ !
ผลที่จะเกิดขึ้นก็ฉันนั้น สำหรับโภคทรัพย์ที่เกิดขึ้นโดยชอบอย่างนี้แล้ว
ย่อมมีทางเจริญ ๔ ประการ

...
(๒) ไม่เป็นนักเลงสุรา
...


อฏฺฐก. อํ. ๒๓/๒๘๙ - ๒๙๓/๑๔๔

ประการที่สอง ผลของการทุศีลในแต่ละข้อ

การไม่รักษาศีลข้อที่ 1 เป็นไปเพื่อทุคติ หรือ การมีอายุสั้น ปรากฏดังพุทธวจนะที่พระศาสดาตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย

ภิกษุทั้งหลาย !
ปาณาติบาต ที่...
เสพทั่วแล้ว
เจริญแล้ว
ทำให้มากแล้ว

ย่อมเป็นไปเพื่อ...
นรก
กำเนิดเดรัจฉาน
เปรตวิสัย

 

วิบากแห่งปาณาติบาตของผู้เป็นมนุษย์ที่เบากว่าวิบากทั้งปวง คือ
วิบากที่เป็นไปเพื่อมีอายุสั้น 

อฏฐก.อํ. ๒๓/๒๕๑/๑๓๐

การไม่รักษาศีลข้อที่ 2 เป็นไปเพื่อทุคติ หรือ ความเสื่อมแห่งโภคทรัพย์ ปรากฏดังพุทธวจนะที่พระศาสดาตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย

ภิกษุทั้งหลาย !
อทินนาทาน ที่...
เสพทั่วแล้ว
เจริญแล้ว
ทำให้มากแล้ว

 

ย่อมเป็นไปเพื่อ...
นรก
กำเนิดเดรัจฉาน
เปรตวิสัย

 

วิบากแห่งอทินนาทานของผู้เป็นมนุษย์ที่เบากว่าวิบากทั้งปวง คือ
วิบากที่เป็นไปเพื่อความเสื่อมแห่งโภคทรัพย์

อฏฐก.อํ. ๒๓/๒๕๑/๑๓๐

การไม่รักษาศีลข้อที่ 3 เป็นไปเพื่อทุคติ หรือ การก่อเวรด้วยศัตรู ปรากฏดังพุทธวจนะที่พระศาสดาตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย

ภิกษุทั้งหลาย !
กาเมสุมิจฉาจาร ที่...
เสพทั่วแล้ว
เจริญแล้ว
ทำให้มากแล้ว

 

ย่อมเป็นไปเพื่อ...
นรก
กำเนิดเดรัจฉาน
เปรตวิสัย

 

วิบากแห่งกาเมสุมิจฉาจารของผู้เป็นมนุษย์ที่เบากว่าวิบากทั้งปวง คือ
วิบากที่เป็นไปเพื่อ ก่อเวรด้วยศัตรู 

อฏฐก.อํ. ๒๓/๒๕๑/๑๓๐

การไม่รักษาศีลข้อที่ 4 เป็นไปเพื่อทุคติ หรือ การถูกกล่าวตู่ด้วยคำไม่จริง ปรากฏดังพุทธวจนะที่พระศาสดาตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย

ภิกษุทั้งหลาย !
มุสาวาท ที่…
เสพทั่วแล้ว
เจริญแล้ว
ทำให้มากแล้ว

 

ย่อมเป็นไปเพื่อ...
นรก
กำเนิดเดรัจฉาน

เปรตวิสัย

 

วิบากแห่งมุสาวาทของผู้เป็นมนุษย์ที่เบากว่าวิบากทั้งปวง คือ
วิบากที่เป็นไปเพื่อการถูกกล่าวตู่ด้วยคำไม่จริง

 

อฏฐก.อํ. ๒๓/๒๕๑/๑๓๐

 

และการไม่รักษาศีลข้อที่ 1-4 ก็เป็นไปเพื่อทุคติ เช่นเดียวกัน ปรากฏดังพุทธวจนะที่พระศาสดาตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย

ภิกษุทั้งหลาย !
คนบางคนในกรณีนี้
เป็นผู้มีปกติทำปาณาติบาต...
เป็นผู้มีปกติทำอทินนาทาน
...
เป็นผู้มีปกติทำกาเมสุมิจฉาจาร
...
เป็นผู้มีปกติทำมุสาวาท
... 

 

เขากระเสือกกระสนด้วย
(กรรมทาง) กาย
(กรรมทาง) วาจา
(กรรมทาง) ใจ

กายกรรมของเขาคด
วจีกรรมของเขาคด
มโนกรรมของเขาคด

คติของเขาคด
อุปบัติ
(การเข้าถึงภพ) ของเขาคด

ภิกษุทั้งหลาย !
สำหรับผู้มี...
คติคด
อุปบัติคด นั้น

เรากล่าวคติอย่างใดอย่างหนึ่ง ในบรรดาคติสองอย่างแก่เขา คือ
เหล่าสัตว์นรก ผู้มีทุกข์โดยส่วนเดียว
หรือว่า
สัตว์เดรัจฉานผู้มีกำเนิดกระเสือกกระสน ได้แก่
งู แมลง ป่อง ตะขาบ พังพอน แมว หนู นกเค้า หรือ
สัตว์เดรัจฉานเหล่าอื่นที่เห็นมนุษย์แล้วกระเสือกกระสน

ภิกษุทั้งหลาย !
ภูตสัตว์ย่อมมีด้วยอาการอย่างนี้ คือ
อุปบัติย่อมมีแก่ภูตสัตว์

เขาทำกรรมใดไว้
เขาย่อมอุปบัติด้วยกรรมนั้น

 

ผัสสะทั้งหลายย่อมถูกต้องภูตสัตว์นั้น ผู้อุปบัติแล้ว

ภิกษุทั้งหลาย !
เรากล่าวว่า

สัตว์ทั้งหลายเป็นทายาทแห่งกรรม ด้วยอาการอย่างนี้ดังนี้

ทสก.อํ. ๒๔/๓๐๙/๑๙๓

และการไม่รักษาศีลข้อที่ 5 เป็นไปเพื่อทุคติ หรือ ความเป็นบ้า ปรากฏดังพุทธวจนะที่พระศาสดาตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย

ภิกษุทั้งหลาย !
สุราเมระยะมัชชะปมาทัฏฐาน ที่...
เสพทั่วแล้ว
เจริญแล้ว
ทำให้มากแล้ว

ย่อมเป็นไปเพื่อ...
นรก
กำเนิดเดรัจฉาน

เปรตวิสัย

 

วิบากแห่งการดื่มน้ำเมาของผู้เป็นมนุษย์ที่เบากว่าวิบากทั้งปวง คือ
วิบากที่เป็นไปเพื่อ ความเป็นบ้า (อุมฺมตฺตก)

อฏฐก.อํ. ๒๓/๒๕๑/๑๓๐

และเป็นไปเพื่อทางเสื่อมแห่งโภคทรัพย์ที่เกิดขึ้นโดยชอบ ปรากฏดังพุทธวจนะที่พระศาสดาตรัสแก่พ๎ยัคฆปัชชะ

พ๎ยัคฆปัชชะ !
โภคทรัพย์ที่เกิดขึ้นโดยชอบย่อมมีทางเสื่อม ๔ ประการ คือ


(๒) ความเป็นนักเลงสุรา

พ๎ยัคฆปัชชะ !
เปรียบเหมือน
ทางน้ำเข้า ๔ ทาง
ทางน้ำออก ๔ ทาง ของบึงใหญ่มีอยู่

 

บุรุษ...
ปิดทางน้ำเข้าเหล่านั้นเสีย และ
เปิดทางน้ำออกเหล่านั้นด้วย

 

ทั้งฝนก็ไม่ตกลงมาตามที่ควร

 

พ๎ยัคฆปัชชะ !
เมื่อเป็นอย่างนั้น
ความเหือดแห้งเท่านั้นที่หวังได้สำหรับบึงใหญ่นั้น
ความเต็มเปี่ยมไม่มีทางที่จะหวังได้
นี้ฉันใด

พ๎ยัคฆปัชชะ !
ผลที่จะเกิดขึ้นก็ฉันนั้น สำหรับโภคทรัพย์ที่เกิดขึ้นโดยชอบอย่างนี้แล้ว
ย่อมมีทางเสื่อม๔ ประการ คือ

...

(๒) ความเป็นนักเลงสุรา
...

อฏฺฐก. อํ. ๒๓/๒๘๙ - ๒๙๓/๑๔๔

สอดคล้องกับอีกพุทธวจนะที่พระศาสดาตรัสถึงโทษของการไม่รักษาศีลข้อที่ 5 ไว้แก่คหบดีบุตร

คหบดีบุตร !
อริยสาวก ไม่เสพทางเสื่อมแห่งโภคทรัพย์ ๖ ทาง (อบายมุข ๖) คือ

(๑) การประกอบเนืองๆ ซึ่งการดื่มน้ำเมา คือ
สุราและเมรัย อันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท เป็นทางเสื่อมแห่งโภคทรัพย์

...
คหบดีบุตร !
โทษในการประกอบเนือง ๆ ซึ่งการดื่มน้ำเมา คือ
สุราและเมรัย อันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท มี ๖ ประการ คือ

(๑) ความเสื่อมทรัพย์อันผู้ดื่มพึงเห็นเอง
(๒) ก่อการทะเลาะวิวาท
(๓) เป็นบ่อเกิดแห่งโรค
(๔) เป็นเหตุเสียชื่อเสียง
(๕) เป็นเหตุไม่รู้จักละอาย
(๖) เป็นเหตุทอนกำลังปัญญา

คหบดีบุตร !
เหล่านี้แล คือ โทษ ๖ ประการในการประกอบเนือง ๆ ซึ่งการดื่มน้ำเมา คือ
สุราและเมรัยอันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท

นอกจากจำแนกตามวิบากแห่งกรรมแล้ว พระศาสดาตรัสถึงอานิสงส์แห่งศีลสัมปทาของผู้มีศีลไว้แก่คฤหบดีทั้งหลายว่า

ดูก่อนคฤหบดีทั้งหลาย !
อานิสงส์แห่งศีลสมบัติของบุคคลผู้มีศีล ๕ ประการนี้
๕ ประการเป็นอย่างไรเล่า ?
๕ ประการ คือ

บุคคลผู้มีศีลผู้ถึงพร้อมด้วยศีลในโลกนี้
ย่อมได้กองแห่งโภคะใหญ่ เพราะความไม่ประมาทเป็นเหตุ

นี้เป็นอานิสงส์แห่งศีลสมบัติของบุคคลผู้มีศีลประการที่ ๑

อีกประการหนึ่ง
กิตติศัพท์อันงามของบุคคลผู้มีศีล ผู้ถึงพร้อมด้วยศีลย่อมขจรไป

นี้เป็นอานิสงส์แห่งศีลสมบัติของบุคคลผู้มีศีลประการที่ ๒

อีกประการหนึ่ง
บุคคลผู้ถึงพร้อมด้วยศีล เข้าไปหาบริษัทใด คือ
ขัตติยบริษัท ก็ดี
พราหมณบริษัท ก็ดี
คหบดีบริษัท ก็ดี
สมณบริษัท ก็ดี

ย่อมเป็นผู้แกล้วกล้า ไม่เก้อเขินเข้าไปหาบริษัทนั้น

นี้เป็นอานิสงส์แห่งศีลสมบัติของบุคคลผู้มีศีลประการที่ ๓

อีกประการหนึ่ง
บุคคลผู้มีศีล ผู้ถึงพร้อมด้วยศีล ย่อมเป็นผู้ไม่หลงใหลกระทำกาละ

นี้เป็นอานิสงส์แห่งศีลสมบัติของบุคคลผู้มีศีลประการที่ ๔

อีกประการหนึ่ง
บุคคลผู้มีศีล ผู้ถึงพร้อมด้วยศีล ย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์

นี้เป็นอานิสงส์แห่งศีลสมบัติของบุคคลผู้มีศีลประการที่ ๕

ดูก่อนคฤหบดีทั้งหลาย !
อานิสงส์แห่งศีลสมบัติของบุคคลผู้มีศีล ๕ ประการนี้แล

ปาฏลิคามิยสูตร ๒๕/๑๘๒-๑๘๓/๑๗๐

และตรัสถึงโทษแห่งศีลวิบัติของผู้ทุศีลไว้แก่คฤหบดีทั้งหลายโดยนัยยะตรงข้ามว่า

ดูก่อนคฤหบดีทั้งหลาย !
โทษแห่งศีลวิบัติของบุคคลผู้ทุศีล ๕ ประการนี้
๕ ประการเป็นอย่างไรเล่า ?
๕ ประการ คือ

บุคคลผู้ทุศีลมีศีลวิบัติในโลกนี้
ย่อมเข้าถึงความเสื่อมแห่งโภคะใหญ่ เพราะความประมาทเป็นเหตุ

นี้เป็นโทษแห่งศีลวิบัติของบุคคลผู้ทุศีลประการที่ ๑

อีกประการหนึ่ง
กิตติศัพท์อันลามกของบุคคลผู้ทุศีลมีศีลวิบัติ ขจรไปแล้ว

นี้เป็นโทษแห่งศีลวิบัติของบุคคลผู้ทุศีลประการที่ ๒

บุคคลผู้ทุศีลมีศีลวิบัติ เข้าไปหาบริษัทใด คือ
ขัตติยบริษัท ก็ดี
พราหมณบริษัท ก็ดี
คหบดีบริษัท ก็ดี
สมณบริษัท ก็ดี

ย่อมไม่แกล้วกล้า เก้อเขินเข้าไปหา

นี้เป็นโทษแห่งศีลวิบัติของบุคคลผู้ทุศีลประการที่ ๓

อีกประการหนึ่ง
บุคคลผู้ทุศีลมีศีลวิบัติ ย่อมเป็นผู้หลงใหลกระทำกาละ

นี้เป็นโทษแห่งศีลวิบัติของบุคคลผู้ทุศีลประการที่ ๔

อีกประการหนึ่ง
บุคคลผู้ทุศีลมีศีลวิบัติ เมื่อตายไป ย่อมเข้าถึงอบายทุคติ วินิบาต นรก

นี้เป็นโทษแห่งศีลวิบัติของบุคคลผู้ทุศีลประการที่ ๕

ดูก่อนคฤหบดีทั้งหลาย !
โทษแห่งศีลวิบัติของบุคคลผู้ทุศีล ๕ ประการนี้แล

ปาฏลิคามิยสูตร ๒๕/๑๘๒-๑๘๓/๑๗๐

ซึ่งผลของการมีศีล ผลของการทุศีล อานิสงส์แห่งศีลสัมปทาและโทษแห่งศีลวิบัติก็อยู่ภายใต้ วิบากแห่งกรรม ดังพุทธวจนะที่พระศาสดาตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย

ภิกษุทั้งหลาย !
เรากล่าววิบาก (ผลแห่งการกระทำ) แห่งกรรมทั้งหลายว่ามีอยู่ ๓ อย่าง คือ

วิบากในทิฏฐธรรม
(ทันควัน) หรือว่า
วิบากในอุปะปัชชะ (ในเวลาต่อมา) หรือว่า
วิบากในอปรปริยายะ (ในเวลาต่อมาอีก)

ฉกฺก. อํ. ๒๒/๔๕๘,๔๖๓ - ๔๖๔/๓๓๔

เพียงแต่เราไม่สามารถหยั่งรู้ได้ว่า เวลาต่อมาและเวลาต่อมาอีกนั้น กินระยะห่างจากเวลาทันควันนานแค่ไหน

จะเป็นปี เดือน สัปดาห์ วัน ชั่วโมง นาที หรืออีกไม่กี่วินาทีข้างหน้า นี้ก็ได้ !

จะยังคงทุศีลเสมอต้นเสมอปลาย หรือ สำรวมอินทรีย์เพื่อรักษาศีล 5 ไปจนวันตาย

นั่นก็ขึ้นอยู่กับ เจตนา ของเราเอง

มานับถอยหลังความตายให้กับชีวิตกันเถอะ

10-9-8-7-6-5-4-3-2-1... ขณะนี้ ที่นี่ เดี๋ยวนี้

รวบรวมและเรียบเรียง
หลังม่านสีฟ้า
บลู เลอสง่า

ขึ้น 1-6 ค่ำ เดือน 12

edit @ 12 Nov 2010 14:07:59 by บลู เลอสง่า