พระพุทธเจ้า เดิน ยืน นั่ง นอนอย่างไร

เรา (คุณ เขา และผม)...จักทำอย่างนั้น

“เอ๊ง ๆๆ #@%$&!!

สิ้นเสียงคุ้นชินนี้ ใจที่ล่องลอยไปไกลสุดสายตา ถูกเรียกกลับมาประจำการยังการเคลื่อนไหวของร่างกายในทันที

นั่นเป็นเวลาเดียวกับที่ผมเริ่มรู้สึกตัว  หลังจากเท้าข้างขวาเพิ่งไปสัมผัสกับบางสิ่งที่มีชีวิต(มีลมหายใจ) !

“ เฮ้ย ! เราเดินเตะหมาเลยเหรอ ? ขอโทษนะๆ”  ความคิดแวบแรกผุดขึ้น

“ ไม่ได้ตั้งใจ ไม่มีเจตนา เจตนาเป็นกรรม กรรมไม่ส่งผล ๆๆ ” ความคิดวนมาวนไปหลายครั้ง นัยว่า หมาตัวนั้น ไม่ใช่ เจ้ากรรมนายเวรของผม

ถือเป็นโชคดีของผมนะ ที่หมาไทยตัวนั้นไม่โกรธ ถึงขั้นวิ่งมาฝังเขี้ยวบนปลีแข้ง

แต่นั่นก็เป็นโชคร้ายของมัน ที่เจอคนขาดสติอย่างผมเตะก้นไปซะหนึ่งที

แม้เหตุการณ์นี้ จะเพิ่งผ่านไป ทุกครั้งที่ผมลงเรือจากท่าน้ำนั้น สิ่งหนึ่งที่พยายามตั้งใจไว้ คือ เดินอย่างไรให้มีสติสัมปชัญญะ ! 

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ใจของล่องลอยไปคิดเรื่องโน้นเรื่องนี้ ขณะเท้าซ้ายและขวากำลังก้าวไปข้างหน้า แต่ก็เป็นครั้งแรกที่ร่างกายไปเบียดเบียนเพื่อนสิ่งมีชีวิต (ที่ผมรัก) อย่างไม่รู้ตัว

ตลอดเวลาที่ผ่านมาของชีวิต ทุกคนต่างก้าวเดิน เดิน เดิน แล้วก็...เดิน พอเริ่มเหนื่อยก็หยุด...ยืนอยู่กับที่ หันไปซ้ายขวาเห็นมีเก้าอี้ก็หย่อนก้นลง...นั่ง ใช้ชีวิตไปจนกระทั่งถึงเวลาสุดท้ายของวัน ก็ทิ้งตัวลง...นอนบนเตียง

แต่ทว่า การเดิน การยืน การนั่ง และการนอนของเราในแต่ละครั้งนั้น มิใช่ การเคลื่อนไหวอิริยาบถอย่างมีสติ (ระลึกได้) และสัมปชัญญะ (รู้ตัว) ตลอดเวลา

บางคนเดินไป ยิ้มไป มีความสุขกับการยกหูโทรศัพท์คุยกับคนที่คุณรัก ไม่ทันระวังรถที่กำลังวิ่งอยู่บนถนน โดนรถเฉี่ยวซะงั้น

บางคนยืนคิดถึงเรื่องในอดีตซ้ำแล้วซ้ำเล่า ขุดเรื่องนั้น โน้น นี้มาเก็บไว้คิด จนไม่มีเวลา แม้กระทั่งได้ยินเสียงเรียกจากคนที่อยู่ใกล้ ๆ  

บางคนนั่งรถแล้วก็เริ่มตั้งท่าคิดเรื่องโน้นที เรื่องนี้ที ตามคำทำนาย กลัวไปซะหมด ทั้งที่มันยังไม่เกิดขึ้น

และบางคนนอนอมความทุกข์ไว้ในใจทั้งคืน ร้องไห้กับเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อเช้า ไม่เป็นอันหลับนอน

ทั้งนี้ ก็เพราะ

ความรู้สึก สุข ทุกข์ คือ เวทนา
ความจำได้หมายรู้(ในอดีต) คือ สัญญา และ
ความคิดปรุงแต่ง(ในอนาคต) คือ สังขาร

อย่างใดอย่างหนึ่งกำลังเกิดขึ้นในความรับรู้ของวิญญาณ ทำให้วิญญาณไม่ไปรับรู้การเคลื่อนไหวของกายในขณะ เดิน ยืน นั่ง และนอน !

ซึ่งขณะที่วิญญาณไปรับรู้

ความรู้สึก สุข ทุกข์ คือ เวทนา
ความจำได้หมายรู้
(ในอดีต) คือ สัญญา และ
ความคิดปรุงแต่ง(ในอนาคต) คือ สังขาร

อย่างใดอย่างหนึ่งแทนที่การรับรู้ความมีอยู่ของ
รูป คือ กาย ขณะนั้น เรียกว่า ไม่มีสติสัมปชัญญะ !

เพราะสิ่งที่ระลึกได้ มิใช่ กาย จึงไม่อาจ รู้ตัว ขณะ เดิน ยืน นั่ง และนอน

ซึ่งนั่น อาจจะเป็นการเคลื่อนไหวร่างกายครั้งสุดท้ายของชีวิต ! ที่เราเอง ก็ไม่อยากให้เกิดขึ้น

เพราะฉะนั้น สิ่งที่เราทำได้ก็คือ ลด ละ เลิกการเดิน ยืน นั่ง และนอนแบบเดิม ๆที่คุ้นชินมาทั้งชีวิต แล้วหันมาปฏิบัติตามแนวทางของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

ซึ่งหลักการง่าย ๆ ในการเคลื่อนไหวอิริยาบถ “เดิน ยืน นั่ง นอน” ที่พระองค์ตรัสไว้ ก็คือ

เมื่อ เดินอยู่ ย่อมรู้ชัดว่า "เรา เดินอยู่"

เมื่อ ยืนอยู่ ย่อมรู้ชัดว่า "เรา ยืนอยู่"

เมื่อ นั่งอยู่ ย่อมรู้ชัดว่า "เรา นั่งอยู่"

เมื่อ นอนอยู่ ย่อมรู้ชัดว่า "เรา นอนอยู่"

เธอ ตั้งกายไว้ด้วยอาการอย่างใด ๆ

ย่อมรู้ทั่วถึงกายนั้น ด้วยอาการอย่างนั้น ๆ /1

 

และขณะที่รู้ชัดว่า เรากำลังเดิน ยืน นั่ง และนอนนั้น สิ่งที่จะเกิ