เปิด ! ตำราเลือกคู่ ครองคู่ เปิดประตูสู่บุพเพ ฯ(สันนิวาส)

 

ถ้านับกันจริง ๆ สัตว์ที่ไม่เคยเกิดเป็นมารดา บิดา พี่ชายน้องชาย พี่หญิงน้องหญิงและบุตรของเรา โดยกาลนานนี้ มิใช่หาได้ง่ายเลย

เพราะสงสารนี้ กำหนดที่สุด เบื้องต้นเบื้องปลายไม่ได้ เมื่อเหล่าสัตว์ผู้มีอวิชชาเป็นที่กางกั้น มีตัณหาเป็นเครื่องผูกพัน ท่องเที่ยวไปมาอยู่ ที่สุดเบื้องต้นย่อมไม่ปรากฏ /1

ก็เพราะเราแต่ละคนล้วนเวียนตายเวียนเกิด มาแล้วนับภพนับชาติไม่ถ้วน เพียงแค่คนสองคนจากทั่วทุกมุมโลก จะมีโอกาสเป็นเนื้อคู่กัน จึงมิใช่เรื่องง่ายแต่อย่างใด

และนั่นอาจเป็นที่มาให้หลายคนเชื่อเรื่อง การโคจรมาพบรักของกันและกันว่า นี่คือ “พรหมลิขิต” หรือไม่ก็เป็นชะตาที่ “ฟ้า” กำหนดไว้แล้ว

ทั้ง ๆ ที่ การโคจรมาพบรักของกันและกัน หรือ การเป็นคู่บุพเพสันนิวาสนั้น มิใช่เรื่องของใครคนใดคนหนึ่งที่จะมีอำนาจเหนือการกระทำของคนสองคนนี้ได้ ย้อนไปถึงสมัยพุทธกาล

สมัยนั้น พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสแก่คฤหบดีและคฤหปตานี ผู้ปรารถนาจะพบกันและกันทั้งในปัจจุบันและสัมปรายภพว่า

ดูกรคฤหบดีและคฤหปตานี ถ้าภรรยาและสามีทั้งสอง หวังจะพบกันและกันทั้งในทิฏฐธรรม(ปัจจุบัน) ทั้งในสัมปรายภพ(อนาคต) ไซร้ ทั้งสองเทียว พึงเป็นผู้
มีศรัทธาเสมอกัน
มีศีลเสมอกัน
มีจาคะเสมอกัน
มีปัญญาเสมอกัน

ภรรยาและสามีทั้งสองนั้น ย่อมได้พบกันและกันทั้งในทิฏฐธรรม ทั้งในสัมปรายภพ ฯ

ภรรยาและสามีทั้งสองเป็นผู้มีศรัทธา รู้ความประสงค์ของผู้ขอ มีความสำรวม เป็นอยู่โดยธรรม เจรจาคำที่น่ารักแก่กันและกัน ย่อมมีความเจริญรุ่งเรืองมาก มีความผาสุกทั้งสองฝ่าย มีศีลเสมอกัน รักใคร่กันมาก ไม่มีใจร้ายต่อกัน

ประพฤติธรรมในโลกนี้แล้ว ทั้งสองเป็นผู้มีศีลและวัตร เสมอกัน ย่อมเป็นผู้เสวยกามารมณ์เพลิดเพลินบันเทิงใจอยู่ในเทวโลก ฯ /2

หากพิจารณา “พุทธวจนะ” ข้างต้นนี้อย่างถี่ถ้วน การที่ 1 หญิง และ 1 ชาย ปรารถนาจะพบกันและกันทั้งในทิฏฐธรรมและสัมปรายภพนั้น ขึ้นอยู่กับ ธรรม 4 ประการที่จะต้องมีเสมอกัน คือ ศรัทธา ศีล จาคะและปัญญา

กล่าวอย่างสั้นที่สุด ทั้งสองคนนี่แหละเป็น “คู่สร้างคู่สม” ในธรรมทั้ง 4

เมื่อต่างปรารถนาจะพบกันและกันแล้ว ก็ย่อมปรารถนาจะอยู่ร่วมกัน

และการอยู่ร่วมกันของชายและหญิงนั้น พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ใน 4 ลักษณะ คือ

ชายผี อยู่ร่วมกับ หญิงผี
ชายผี อยู่ร่วมกับ หญิงเทวดา
ชายเทวดา อยู่ร่วมกับ หญิงผี
ชายเทวดา อยู่ร่วมกับ หญิงเทวดา

และบัญญัติศัพท์ “...ผี” ไว้ว่า เป็นผู้มัก
ฆ่าสัตว์
ลักทรัพย์
ประพฤติผิดในกาม

พูดเท็จ
พูดส่อเสียด
พูดคำหยาบ
พูดเพ้อเจ้อ

มีความละโมบ
มีจิตพยาบาท
มีความเห็นผิด

เป็นคนทุศีล มีบาปธรรม มีใจอันมลทิน คือ ความตระหนี่ครอบงำ ด่าและบริภาษสมณพราหมณ์ อยู่ครองเรือน

และบัญญัติศัพท์ “...เทวดา” ไว้ว่า เป็นผู้งดเว้นจากการ
ฆ่าสัตว์
ลักทรัพย์
ประพฤติผิดในกาม

พูดเท็จ
พูดส่อเสียด
พูดคำหยาบ
พูดเพ้อเจ้อ

ไม่มีความละโมบ
ไม่มีพยาบาท
มีความเห็นชอบ

มีศีล มีกัลยาณธรรม มีใจปราศจากมลทิน คือ ความตระหนี่ ไม่ด่า ไม่บริภาษสมณพราหมณ์ อยู่ครองเรือน

ดังนั้น หาก
ภรรยาและสามีทั้งสองเป็นผู้ทุศีล เป็นคนตระหนี่ มักด่าว่าสมณพราหมณ์ ชื่อว่า เป็น
ผีมาอยู่ร่วมกัน

สามีเป็นผู้ทุศีลมีความตระหนี่ มักด่าว่าสมณพราหมณ์
ส่วนภรรยาเป็นผู้มีศีล รู้ความประสงค์ของผู้ขอ ปราศจากความตระหนี่ ภรรยานั้น ชื่อว่า
เทวดาอยู่ร่วมกับสามีผี

สามีเป็นผู้มีศีล รู้ความประสงค์ของผู้ขอ ปราศจากความตระหนี่
ส่วนภรรยาเป็นผู้ทุศีล มีความตระหนี่ มักด่าว่าสมณพราหมณ์ ชื่อว่า หญิง
ผีอยู่ร่วมกับสามีเทวดา และหาก

ทั้งสองเป็นผู้มีศรัทธารู้ความประสงค์ของผู้ขอ มีความสำรวม เป็นอยู่โดยธรรม ภรรยาและสามีทั้งสองนั้น เจรจาถ้อยคำที่น่ารักแก่กันและกัน ย่อมมีความเจริญรุ่งเรืองมาก มีความผาสุก ทั้งสองฝ่ายมีศีลเสมอกันรักใคร่กันมาก ไม่มีใจร้ายต่อกัน

ครั้นประพฤติธรรมใน โลกนี้แล้ว เป็นผู้มีศีลและวัตรเสมอกัน ย่อมเป็นผู้เสวยกามารมณ์เพลิดเพลินบันเทิงใจอยู่ในเทวโลก ฯ ชื่อว่า หญิงเทวดาอยู่ร่วมกับชายเทวดา /3

สำหรับภรรยานั้น กล่าวได้ว่า หากจะแบ่งกันตามหลักพุทธวจนะแล้ว สามารถจำแนกได้ถึง 7 จำพวก คือ

ภริยาผู้มีจิตประทุษร้าย ไม่อนุเคราะห์ด้วยประโยชน์เกื้อกูล ยินดีในชายอื่น ดูหมิ่นสามี เป็นผู้อันเขาซื้อมาด้วยทรัพย์ พยายามจะฆ่าผัว ภริยาของบุรุษเห็นปานนี้ เรียกว่า วธกาภริยา

สามีของหญิงประกอบด้วยศิลปกรรม พาณิชยกรรม และกสิกรรม ได้ทรัพย์ใดมา ภริยาปรารถนาจะยัก