เกือบ 2600 ปี พระพุทธเจ้า ชี้ !
คนอย่าง
น.ช. ... คือ จุดอ่อน
...พ.ศ.2553 ถึงเวลากำจัด น.ช. ... หรือยัง ?


ถ้า ความรักและความสามัคคี คือ สิ่งที่คนไทยทุกคนปรารถนา เราทุกคนก็ต้องมีส่วนร่วมทำให้มันเกิดขึ้นพร้อมกัน ๆ

และทุกคนที่ว่านั้น ก็หนีไม่พ้น มวลชนกลุ่มที่นิ่งเป็นพลังเงียบ ซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ

ณ วันนี้ มวลชนกลุ่มที่นิ่งเป็นพลังเงียบ กลับถูกกล่าวถึง หลังจากวันวาน รับบทบาทผู้สังเกตการณ์ซึงมีหน้าเฝ้าดูความเคลื่อนไหว(อย่างเดียว) ทั้งมิได้แสดงออกด้วยท่าทีใด ๆ (อย่างเป็นทางการ) ว่า ไม่ต้องการ ความรุนแรง

นั่นจึงทำให้มวลชนกลุ่มนี้ ถูกดูแคลนจากมวลชนกลุ่มที่ลงไปขลุกตัวอยู่ใน “สนามแห่งความขัดแย้ง” ว่า นิ่งเฉย เพิกเฉย ละเลย ไม่แยแส ต่อสถานการณ์บ้านเมืองที่เกิดขึ้น

ต่างกับปัจจุบัน หลังจาก มวลชนกลุ่มนี้ได้เรียนรู้ร่วมกันแล้วว่า การสร้างความรักและความสามัคคีเป็นหน้าที่ของคนไทยทุกคน ไม่ใช่ของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง

หากมองในมุมกลับ หน้าที่เช่นว่านั้น ก็คือ การมีส่วนร่วมในการยุติความเกลียดชังและการทะเลาะวิวาท อันเป็นที่มาแห่ง “ความรุนแรง” นั่นเอง

กล่าวอย่างสั้นที่สุด หน้าที่หลักของมวลชนกลุ่มที่นิ่งเป็นพลังเงียบและไม่ต้องการ ความรุนแรง ก็คือ มีส่วนร่วม

พยายามละมูลเหตุแห่งความเกลียดชังและการทะเลาะวิวาทเสีย
ทว่า ไม่เห็นมูลเหตุดังกล่าว ก็ต้องมีส่วนร่วม

พยายามมิให้มูลเหตุแห่งความเกลียดชังและการทะเลาะวิวาท ลุกลามต่อไปในที่นั้น

นี่แหละ คือ ทางออกที่ดีที่สุด ในการแสดงท่าทีอย่างชัดเจนว่า ไม่ต้องการ ความรุนแรง

และขณะที่มวลชนกลุ่มที่นิ่งเป็นพลังเงียบมิได้ลงไปขลุกตัวอยู่ใน สนามแห่งความขัดแย้ง ขณะนั้นเรียกได้ว่า กำลังสร้างความรักและความสามัคคีให้เกิดขึ้นโดยปริยาย

กล่าวถึงความรักและความสามัคคี พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสแก่พระอานนท์ว่า

ดูก่อนอานนท์ ! ภิกษุในธรรมวินัยนี้ มี
กายกรรม
วจีกรรม
มโนกรรม
 ประกอบด้วยเมตตา

ปรากฏในเพื่อนร่วมประพฤติพรหมจรรย์ ทั้งในที่แจ้ง ทั้งในที่ลับ

นี้เป็น ธรรมประการที่ 1-3

ดูก่อนอานนท์ ! ประการอื่นยังมีอีก ภิกษุมี
ลาภใด ๆ
เกิดโดยธรรม
ได้โดยธรรม
ที่สุดแม้เพียงอาหารติดบาตร

เป็นผู้ไม่แย่งกันเอาลาภ เห็นปานนั้นไว้บริโภคแต่เฉพาะผู้เดียว

ย่อมเป็นผู้บริโภคเฉลี่ยทั่วไป

กับเพื่อนร่วมพระพฤติพรหมจรรย์ผู้มีศีล

นี้เป็น ธรรมประการที่ 4

ดูก่อนอานนท์ ! ประการอื่นยังมีอีก ภิกษุถึง
ความเป็นผู้เสมอกันโดยศีลในศีลทั้งหลาย
ที่ไม่ขาด
ไม่ทะลุ
ไม่ด่าง
ไม่พร้อย
เป็นไท
อันวิญญูชนสรรเสริญ
อันตัณหาและทิฏฐิไม่แตะต้อง

เป็นไปพร้อมเพื่อสมาธิเห็นปานนั้น

กับเพื่อนร่วมประพฤติพรหมจรรย์อยู่ ทั้งในที่แจ้ง ทั้งในที่ลับ

นี้เป็น ธรรมประการที่ 5

ดูก่อนอานนท์ ! ประการอื่นยังมีอีก ภิกษุ

ถึงความเป็นผู้เสมอกันโดยทิฏฐิ  ในทิฏฐิที่เป็นของพระอริยะ
อันนำออก
ชักนำ

ผู้กระทำตามเพื่อความสิ้นทุกข์โดยชอบเห็นปานนั้น

กับเพื่อนร่วมประพฤติพรหมจรรย์อยู่ทั้งในที่แจ้ง ทั้งในที่ลับ

นี้เป็น ธรรมประการที่ 6

ดูก่อนอานนท์ ! นี้แล
ธรรม 6 อย่าง
เป็นที่ตั้งแห่งความระลึกถึงกัน
ก่อความรัก
ก่อความเคารพ

เป็นไปเพื่อ...
สงเคราะห์กัน
ไม่วิวาทกัน
ความพร้อมเพรียงกัน
เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน

ดูก่อนอานนท์ ! ถ้าพวกเธอพึงสมาทานสาราณียธรรมทั้ง 6 อย่างนี้ ประพฤติอยู่

พวกเธอจะยังเห็นทางว่ากล่าว พวกเราได้น้อยก็ตาม มากก็ตาม ซึ่งจะอดกลั้นไว้ไม่ได้ละหรือ

พระอานนท์กราบทูลว่า

ข้อนี้หามิได้เลย  พระพุทธเจ้าข้า

ดูก่อนอานนท์ ! เพราะฉะนั้นแล พวกเธอพึงสมาทานสาราณียธรรมทั้ง 6 อย่างนี้ ประพฤติเถิด

ข้อนั้นจักเป็นไปเพื่อ
ประโยชน์
ความสุขแก่พวกเธอตลอดกาลนาน

สอดคล้องกับอีก “พุทธวจนะ” หนึ่งที่พระองค์ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย

ภิกษุทั้งหลาย ! ธรรมเป็นเครื่องอยู่ผาสุก ห้าอย่างเหล่านี้

ห้าอย่าง อย่างไรเล่า ?

ห้าอย่างคือ

การคิด
การพูด
การทำ ซึ่งประกอบด้วยเมตตา

ที่ภิกษุในธรรมวินัยนี้เข้าไปตั้งไว้เฉพาะแล้ว

ในเพื่อนผู้ประพฤติพรหมจรรย์ด้วยกันทั้งหลาย ทั้งในที่แจ้งทั้งในที่ลับ

นี้เป็น ธรรมประการที่ 1-3

ศีลเหล่าใดซึ่งเป็นศีล
ไม่ขาด
ไม่ทะลุ
ไม่ด่าง
ไม่พร้อย
เป็นไท
ผู้รู้สรรเสริญ
ไม่ถูกแตะต้องด้วยตัณหาทิฏฐิ และ
เป็นไปพร้อมเพื่อสมาธิ

เธอเป็นอยู่อย่างผู้มีศีลเสมอกัน ด้วยศีลทั้งหลายเช่นนั้น

ในเพื่อนผู้ประพฤติพรหมจรรย์ด้วยกันทั้งหลาย ทั้งในที่แจ้งทั้งในที่ลับ

นี้เป็น ธรรมประการที่ 4

ความเห็นอันใดซึ่งเป็นความเห็นอันประเสริฐ
เป็นความเห็นที่ผลักดันไปในทางที่ถูก