ต่อจากฉบับที่แล้ว


              นอกจากคนที่เป็นโรคหวัด คัดจมูกและเป็นโรคหอบแล้ว คนที่เป็นโรคอื่น ๆ เกี่ยวกับทางเดินหายใจ ย่อมรู้ดีว่า ณ ขณะที่โรคกำเริบ

              อากาศ เป็นสิ่งที่มีคุณค่ากับชีวิตมนุษย์เหนือสิ่งอื่นใด

              และ ณ ขณะนั้นเอง คนเหล่านี้ก็จะใช้ความพยายามอย่างถึงที่สุด สั่งให้อากาศที่อยู่รายรอบตัวไหลเข้าและไหลออกอย่างเป็นธรรมชาติในฐานะ “ลมหายใจ” ของชีวิต

                                               ใครว่า ลมหายใจสำคัญกับชีวิต ยกมือขึ้น ?

              ลองถามคำถามนี้ กับคนข้าง ๆ ตัวของคุณ ไม่ว่าจะกี่ครั้งก็ตาม ทุกคนที่ถูกถามก็พร้อมที่จะยกมือขึ้นตอบ

              แต่ทว่าจะมีสักกี่คนในจำนวนนั้น ทราบผลธรรมดาที่เกิดขึ้นจากการรู้ลมหายใจเข้าและลมหายใจออก จนกระทั่งให้ความสำคัญกับมัน

              แน่นอนที่สุด แม้จะไม่มีสักคนในจำนวนนั้น ทว่ามีหนึ่งคนที่รู้ความจริงทั้งหมดในเรื่องนี้ นั่นคือ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า

              และผลธรรมดานี้ก็คือ อานิสงส์ของอานาปานสติ(สมาธิ) ซึ่งพระองค์กล่าวไว้อย่างพิสดาร

              แต่ก่อนที่จะกล่าวลึกลงไปถึงอานิสงส์ทั้งหลาย สิ่งที่จำเป็นต้องทำความเข้าใจก่อน ก็คือ อานาปานสติ(สมาธิ) และการเจริญอานาปานสติ(สมาธิ) เป็นอย่างไร

              ครั้งหนึ่ง พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสความเหล่านี้ไว้แก่พระอานนท์ว่า

อานนท์ ! อานาปานสติ(สมาธิ) เป็นอย่างไรเล่า ?

อานนท์ ! ในกรณีนี้ ภิกษุไปแล้วสู่
...
ป่า
โคนไม้ 
หรือ
เรือนว่าง

ก็ตาม

นั่งคู้ขาเข้ามาโดยรอบ
ตั้งกายตรง
ดำรงสติเฉพาะหน้า

เธอนั้น...
มีสติ หายใจเข้า
มีสติ
หายใจออก

อานนท์ ! สมัยใด ภิกษุ
เมื่อ หายใจเข้ายาว ก็รู้ชัดว่า
เราหายใจเข้ายาว
เมื่อหายใจออกยาว ก็รู้ชัดว่า

เราหายใจออกยาว

เมื่อ หายใจเข้าสั้น ก็รู้ว่า
เราหายใจเข้าสั้น
เมื่อ หายใจออกสั้น ก็รู้ว่า
เราหายใจออกสั้น

ย่อมทำการฝึกหัดศึกษาว่า  เราเป็นผู้
รู้พร้อมเฉพาะซึ่ง 
กายทั้งปวง
ทำ กายสังขาร
ให้ระงับอยู่
หายใจเข้า

หายใจออก

อานนท์  ! สมัยนั้น ภิกษุชื่อว่าเป็นผู้
ตามเห็นกายในกาย อยู่เป็นประจำ

มีความเพียรเผากิเลส
มีสัมปชัญญะ
มีสติ
นำอภิชฌาและโทมนัสในโลกออกเสียได้

อานนท์  ! เราย่อมกล่าวลมหายใจเข้าและลมหายใจออกว่า
เป็นกายอย่างหนึ่ง  ในบรรดากายทั้งหลาย

อานนท์  ! เพราะเหตุนั้นในกรณีนี้ ภิกษุนั้นย่อมชื่อว่าเป็นผู้
ตามเห็นกายในกาย อยู่เป็นประจำ

มีความเพียรเผากิเลส

มีสัมปชัญญะ
มีสติ
นำอภิชฌาและโทมนัสในโลกออกเสียได้

อานนท์ ! สมัยใด ภิกษุ
ย่อมทำการฝึกหัดศึกษาว่า เราเป็นผู้...

รู้พร้อมเฉพาะซึ่ง
ปีติ
รู้พร้อมเฉพาะซึ่ง สุข

รู้พร้อมเฉพาะซึ่ง จิตตสังขาร
ทำ จิตตสังขาร
ให้ระงับอยู่
หายใจเข้า

หายใจออก

อานนท์  ! สมัยนั้น ภิกษุชื่อว่าเป็นผู้
ตามเห็นเวทนาในเวทนาทั้งหลาย อยู่เป็นประจำ

มีความเพียรเผากิเลส
มีสัมปชัญญะ

มีสติ
นำอภิชฌาและโทมนัสในโลกออกเสียได้

อานนท์
 ! เราย่อมกล่าวว่า การทำในใจเป็นอย่างดีถึงลมหายใจเข้าและลมหายใจออกทั้งหลายว่า
เป็นเวทนาอย่างหนึ่ง  ในบรรดาเวทนาทั้งหลาย

อานนท์  ! เพราะเหตุนั้นในกรณีนี้ ภิกษุนั้นย่อมชื่อว่าเป็นผู้
ตามเห็นเวทนาในเวทนาทั้งหลาย อยู่เป็นประจำ

มีความเพียรเผากิเลส
มีสัมปชัญญะ
มีสติ
นำอภิชฌาและโทมนัสในโลกออกเสียได้

านนท์ ! สมัยใด ภิกษุ

ย่อมทำการฝึกหัดศึกษาว่า เราเป็นผู้...
รู้พร้อมเฉพาะซึ่ง
จิต
ทำจิตให้ ปราโมทย์ยิ่ง
อยู่
ทำจิตให้ ตั้งมั่น
อยู่
ทำจิตให้ ปล่อย
อยู่
หายใจเข้า

หายใจออก

อานนท์  ! สมัยนั้น ภิกษุชื่อว่าเป็นผู้
ตามเห็นจิตในจิต อยู่เป็นประจำ

มีความเพียรเผากิเลส
มีสัมปชัญญะ

มีสติ
นำอภิชฌาและโทมนัสในโลกออกเสียได้

อานนท์  ! เราไม่กล่าวว่า อานาปานสติ เป็นสิ่งที่มีได้แก่บุคคลผู้...
มีสติอันลืมหลงแล้ว
ไม่มีสัมปชัญญะ

อานนท์  ! เพราะเหตุนั้นในกรณีนี้ ภิกษุนั้นย่อมชื่อว่าเป็นผู้
ตามเห็นจิตในจิต อยู่เป็นประจำ

มีความเพียรเผากิเลส
มีสัมปชัญญะ
มีสติ
นำอภิชฌาและโทมนัสในโลกออกเสียได้

อานนท์ ! สมัยใด ภิกษุ
ย่อมทำการฝึกหัดศึกษาว่า เราเป็นผู้...
ตามเห็น
ความไม่เที่ยง
ตามเห็น
ความจางคลาย
ตามเห็น
ความดับไม่เหลือ
ตามเห็น 
ความสลัดคืน
หายใจเข้า

หายใจออก

อานนท์  ! สมัยนั้น ภิกษุชื่อว่าเป็นผู้
ตามเห็นธรรมในธรรมทั้งหลาย อยู่เป็นประจำ


มีความเพียรเผากิเลส
มีสัมปชัญญะ

มีสติ
นำอภิชฌาและโทมนัสในโลกออกเสียได้

อานนท์  ! ภิกษุนั้น เป็นผู้เข้าไปเพ่งเฉพาะเป็นอย่างดีแล้ว
เพราะเธอเห็นการละอภิชฌาและโทมนัสทั้งหลายของเธอนั้นด้วยปัญญา

อานนท์  ! เพราะเหตุนั้นในกรณีนี้ ภิกษุนั้นย่อมชื่อว่าเป็นผู้
ตามเห็นธรรมในธรรมทั้งหลาย อยู่เป็นประจำ

มีความเพียรเผากิเลส
มีสัมปชัญญะ
มี
สติ

นำอภิชฌาและโทมนัสในโลกออกเสียได้

นี้เรียกว่า อานาปานสติ(สมาธิ)

และอีกครั้งหนึ่งด้วยเนื้อความทำนองเดียวกัน พระองค์ก็ตรัสไว้เป็นอุปมาแก่