แค่ !
8 มรรควิธี
5 หน้าที่
4 สัมปทา
ก็ตอบแทนคุณมารดา (อย่างสูงสุด)

อุแว้ ๆๆๆ
##$%##!


 

สิ้นเสียงร้องไห้ ของทารกเพิ่งเกิดใหม่ข้าง ๆ ห้องเช่าราคาถูกที่ผมอาศัยซุกหัวนอน ไม่ว่าจะเดิน ยืน นั่ง นอนตื่นอยู่ หรือแม้กระทั่งหลับสะลึมสะลือ

เสียงคุยที่ดังซ้ำ ๆ อยู่ในรูหู การเกิดเป็น(กอง)ทุกข์ ! ก็เกิดขึ้น

สำหรับผมแล้ว นี่เป็นรูปธรรมซึ่งชัดเจนที่สุด มันตอกย้ำความทรงจำ ภายใต้ปณิธานอันมุ่งมั่น

ผมจะไม่สร้างทุกข์ กองใหม่ขึ้นมา เพราะ ณ วันนี้ ความทุกข์ใจในชีวิตก็มีมากมายอยู่แล้ว

ว่าก็ว่า เสียงคุยที่ดังซ้ำ ๆ ที่เกิดขึ้นพร้อม ๆ กับเสียงทารกคนนั้น ก็สอดคล้องตรงกันกับ พุทธวจนะที่พระศาสดาตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย

ภิกษุทั้งหลาย !
ในโลกนี้
ครั้งก่อนแต่การตรัสรู้
เมื่อเรายังไม่ได้ตรัสรู้
ยังเป็นโพธิสัตว์อยู่

ตนเองมีความเกิด เป็นธรรมดาอยู่แล้ว
ก็ยังมัวหลงแสวงหาสิ่งที่มีความเกิดเป็นธรรมดาอยู่นั่นเอง...

...บุตรและภรรยา มีความเกิดเป็นธรรมดา...สิ่งที่มนุษย์เข้าไปเทิดทูนเอาไว้ เหล่านี้แล ที่ชื่อว่าสิ่งที่มีความเกิดเป็นธรรมดา...ซึ่งคนในโลกนี้ พากันจมติดอยู่ พากันมัวเมาอยู่ พากันสยบอยู่ในสิ่งเหล่านี้ จึงทำให้ตนทั้งที่มีความเกิดเป็นธรรมดา...อยู่เองแล้ว ก็ยังมัวหลงแสวงหาสิ่งที่มีความเกิดเป็นธรรมดา...อยู่นั่นเอง อีก

บาลี ปาสราสิสูตร โอปัมมวรรค มู.ม. ๑๒/๓๑๖/๓๑๖

แล้วสงสัยไหมว่า ความเกิด เป็นอย่างไร ?

ภิกษุทั้งหลาย !

ความเกิด เป็นอย่างไรเล่า ?


ภิกษุทั้งหลาย
!

การเกิด

การกำเนิด

การก้าวลง (สู่ครรภ์)

การบังเกิด

การบังเกิดโดยยิ่ง

ความปรากฏของขันธ์ทั้งหลาย

การที่สัตว์ได้ซึ่งอายตนะทั้งหลาย ในสัตว์นิกายนั้น ๆ ของสัตว์เหล่านั้น ๆ


นี้เรียกว่า ความเกิด

 

มหา. ที. ๑๐/๓๔๑/๒๙๕

สำหรับสิ่งมีชีวิตที่เรียกตนเองว่า มนุษย์ นั้น มีกระบวนการเกิดตามธรรมชาติดังพุทธวจนะ 2 บทที่พระศาสดาตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย


ภิกษุทั้งหลาย
!

การปฏิสนธิของสัตว์ในครรภ์ ย่อมมีได้เพราะการประชุมพร้อมของสิ่ง ๓ อย่าง

 

ในสัตว์โลกนี้
แม้มารดาและบิดาเป็นผู้อยู่ร่วมกัน

แต่มารดายังไม่ผ่านการมีระดู และ

คันธัพพะ (สัตว์ที่จะเข้าไปปฏิสนธิในครรภ์นั้น) ก็ยังไม่เข้าไปตั้งอยู่โดยเฉพาะด้วย

การปฏิสนธิของสัตว์ในครรภ์ ก็ยังมีขึ้นไม่ได้ก่อน

 

ในสัตว์โลกนี้
แม้มารดาและบิดาเป็นผู้อยู่ร่วมกัน และ
มารดาก็ผ่านการมีระดู
แต่คันธัพพะยังไม่เข้าไปตั้งอยู่โดยเฉพาะ

การปฏิสนธิของสัตว์ในครรภ์ก็ยังมีขึ้นไม่ได้ นั่นเอง

 

ภิกษุทั้งหลาย !

แต่เมื่อใด
มารดาและบิดาเป็นผู้อยู่ร่วมกันด้วย

มารดาก็ผ่านการมีระดูด้วย

คันธัพพะก็เข้าไปตั้งอยู่โดยเฉพาะด้วย


การปฏิสนธิของสัตว์ในครรภ์ย่อมสำเร็จได้

เพราะการประชุมพร้อมกันของสิ่ง ๓ อย่าง ด้วยอาการอย่างนี้

 

ภิกษุทั้งหลาย !

มารดา ย่อมบริหารสัตว์ที่เกิดในครรภ์นั้น

ด้วยความเป็นห่วงอย่างใหญ่หลวง

เป็นภาระหนัก ตลอดเวลาเก้าเดือนบ้าง สิบเดือนบ้าง

 

ภิกษุทั้งหลาย !

เมื่อล่วงไปเก้าเดือนหรือสิบเดือน

มารดา ย่อมคลอดบุตรนั้นด้วยความเป็นห่วงอย่างใหญ่หลวง เป็นภาระหนัก

ได้เลี้ยงซึ่งบุตรอันเกิดแล้วนั้น ด้วยโลหิตของตนเอง

 

ภิกษุทั้งหลาย !

ในวินัยของพระอริยเจ้า คำว่า โลหิต นี้

หมายถึง น้ำนมของมารดา

 

ภิกษุทั้งหลาย !

ทารกนั้น เจริญวัยขึ้น มีอินทรีย์อันเจริญเต็มที่แล้ว

เล่นของเล่นสำหรับเด็ก เช่น

เล่นไถน้อย ๆ

เล่นหม้อข้าวหม้อแกง

เล่นของเล่นชื่อโมกขจิกะ

เล่นกังหันลมน้อย ๆ

เล่นตวงของด้วยเครื่องตวงที่ทำด้วยใบไม้

เล่นรถน้อย ๆ

เล่นธนูน้อย ๆ

 

ภิกษุทั้งหลาย !

ทารกนั้น ครั้นเจริญวัยขึ้นแล้ว

มีอินทรีย์อันเจริญเต็มที่แล้ว

เป็นผู้เอิบอิ่มเพียบพร้อมด้วยกามคุณ ๕ ให้เขาบำเรออยู่

ทางตาด้วยรูป

ทางหูด้วยเสียง

ทางจมูกด้วยกลิ่น

ทางลิ้นด้วยรส และ

ทางกายด้วยโผฏฐัพพะ

 

ซึ่งล้วนแต่เป็นสิ่งที่...

ปรารถนา

น่ารักใคร่

น่าพอใจ

 

เป็น...

ที่ยวนตายวนใจให้รัก

ที่เข้าไปตั้งอาศัยอยู่แห่งความใคร่

ที่ตั้งแห่งความกำหนัดย้อมใจ และ

ที่ตั้งแห่งความรัก

 

ทารกนั้น ครั้นเห็นรูปด้วยจักษุ เป็นต้นแล้ว

ย่อมกำหนัดยินดี ในรูป เป็นต้น ที่ยั่วยวนให้เกิดความรัก

ย่อมขัดใจ ในรูป เป็นต้น ที่ไม่เป็นตั้งแห่งความรัก

 

ไม่เป็นผู้ตั้งไว้ซึ่งสติ อันเป็นไปในกาย

มีใจเป็นอกุศล

ไม่รู้ตามที่เป็นจริง ซึ่งเจโตวิมุตติ ปัญญาวิมุตติ

อันเป็นที่ดับไม่เหลือแห่งธรรมอันเป็นบาปอกุศลทั้งหลาย

 

กุมารน้อยนั้น เมื่อประกอบด้วยความยินดีและความยินร้ายอยู่เช่นนี้แล้ว

เสวยเฉพาะซึ่งเวทนาใด ๆ เป็น...
สุข
ทุกข์
ไม่ใช่ทุกข์ไม่ใช่สุข
ก็ตาม

 

เขาย่อม...
เพลิดเพลิน
พร่ำสรรเสริญ
เมาหมกอยู่
ซึ่งเวทนานั้น ๆ


เมื่อเป็นอยู่เช่นนั้น

ความเพลิน (นันทิ) ย่อมบังเกิดขึ้น

ความเพลินใด ในเวทนาทั้งหลายมีอยู่

ความเพลิน อันนั้นเป็น อุปาทาน

เพราะ อุปาทาน ของเขานั้นเป็นปัจจัย จึงเกิดมีภพ

เพราะ ภพ เป็นปัจจัย จึงเกิดมีชาติ

เพราะ ชาติ เป็นปัจจัย
ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส และอุปายาส จึงเกิดมีพร้อม

ความก่อขึ้นแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมีได้ ด้วยอาการอย่างนี้ แล


มู. . ๑๒/๔๘๗-๔๘๘/๔๕๒-๔๕๓

และสอดคล้องกับอีกพุทธวจนะที่พระศาสดาตรัสถึงความสัมพันธ์ของวิญญาณ กับ นามรูป ไว้แก่พระอานนท์

อานนท์ !
ก็คำนี้ว่า
นามรูปมี เพราะปัจจัยคือ วิญญาณ ดังนี้
เช่นนี้แล เป็นคำที่เรากล่าวแล้ว

อานนท์ !
ความข้อนี้ เธอต้องทราบอธิบายโดยปริยายดังต่อไปนี้ที่ตรงกับหัวข้อที่เรากล่าวไว้แล้วว่า

นามรูปมี เพราะปัจจัยคือ วิญญาณ

อานนท์ !
ถ้าหากว่าวิญญาณจักไม่ก้าวลงในท้องแห่งมารดา แล้วไซร้
นามรูปจักปรุงตัวขึ้นมาในท้องแห่งมารดาได้ไหม
?

ข้อนั้น หามิได้พระเจ้าข้า !

อานนท์ !
ถ้าหากว่าวิญญาณก้าวลงในท้องแห่งมารดาแล้ว จักสลายลงเสียแล้วไซร้
นามรูป จักบังเกิดขึ้นเพื่อความเป็นอย่างนี้ได้ไหม
?

ข้อนั้น หามิได้พระเจ้าข้า !

อานนท์ !
ถ้าหากว่าวิญญาณของเด็กอ่อนที่เป็น...
ชาย
หญิง ก็ตาม จักขาดลงเสียแล้วไซร้
นามรูป จักถึงซึ่งความเจริญ ความงอกงาม ความไพบูลย์บ้างหรือ
?

ข้อนั้น หามิได้พระเจ้าข้า !

อานนท์ !
เพราะเหตุนั้น ในเรื่องนี้

นั่นแหละคือ...
เหตุ
นิทาน
สมุทัย
ปัจจัย
ของนามรูป
นั้นคือ วิญญาณ

อานนท์ !
ก็คำนี้ว่า
วิญญาณมี เพราะปัจจัยคือ นามรูป ดังนี้
เช่นนี้แล เป็นคำที่เรากล่าวแล้ว

ดูก่อนอานนท์ !
ความข้อนี้ เธอต้องทราบอธิบายโดยปริยายดังต่อไปนี้ที่ตรงกับหัวข้อที่เรากล่าวไว้แล้วว่า

วิญญาณมี เพราะปัจจัยคือนามรูป

อานนท์ !
ถ้าหากว่าวิญญาณ จักไม่ได้มีที่ตั้งที่อาศัยในนามรูป แล้วไซร้
ความเกิดขึ้นพร้อมแห่งทุกข์ คือ ชาติ ชรา มรณะ ต่อไป จะมีขึ้นมาให้เห็นได้ไหม
?

ข้อนั้น หามิได้พระเจ้าข้า !

อานนท์ !
เพราะเหตุนั้นแหละ ในเรื่องนี้
นั่นแหละคือ...
เหตุ
นิทาน
สมุทัย
ปัจจัย
ของวิญญาณ
นั่นคือ นามรูป

อานนท์ !
ด้วยเหตุเพียงเท่านี้ สัตว์โลก จึง
เกิด
แก่
ตาย
จุติ
อุบัติ
บ้าง

คลองแห่งการเรียก (อธิวจน)
คลองแห่งการพูดจา (นิรุตฺติ)
คลองแห่งการบัญญัติ (ปญฺญตฺติ)
เรื่องที่จะต้องรู้ด้วยปัญญา (ปญฺญาวจร)
ความเวียนว่ายในวัฏฏะ ก็มีเพียงเท่านี้

นามรูปพร้อมทั้งวิญญาณตั้งอยู่ เพื่อการบัญญัติ
ซึ่งความเป็นอย่างนี้ (ของนามรูปกับวิญญาณ นั่นเอง)

มหา. ที. ๑๐/๖๗/๕๘

กล่าวอย่างสั้นที่สุด การปฏิสนธิของสัตว์ในครรภ์ จนกระทั่งคลอดออกมาแล้วอยู่รอดเป็นทารก เป็นการก่อขึ้นแห่งทุกข์ กองใหม่ของสามีและภรรยาผู้ปรารถนาจะมี(หรือไม่มี)บุตร

ซึ่งในบรรดาสัตว์ที่เกิดใหม่ในเวลาไล่เลี่ยกัน จะสัตว์นรก กำเนิดเดรัจฉาน เปรตวิสัย หรือแม้กระทั่งเทวดา

สัตว์ที่เกิดกลับมาเป็นมนุษย์ คือ สัตว์ประเสริฐ(ที่สุด) ในบรรดาสัตว์ทั้งหมด เนื่องจาก

...สัตว์ที่เกิดกลับมาสู่หมู่มนุษย์ มีน้อย

สัตว์ที่เกิดกลับเป็นอย่างอื่นจากหมู่มนุษย์ มีมากกว่าโดยแท้...


มหาวาร. สํ. ๑๙/๕๗๘/๑๗๕๗

 

สอดคล้องกับ อีกพุทธวจนะที่ยืนยันความเป็น 1 ในไม่กี่คน

 

...ยากที่จะเป็นไปได้ฉันเดียวกันที่
ใคร ๆ จะพึงได้ความเป็นมนุษย์

ตถาคตผู้อรหันตสัมมาสัมพุทธะ จะเกิดขึ้นในโลก

ธรรมวินัยอันตถาคตประกาศแล้วจะรุ่งเรืองไปทั่วโลก...


มหาวาร. ส°. ๑๙/๕๖๘/๑๗๔๔

 

นี่อาจจะเป็นใจความสำคัญที่ใช้กระตุก ให้คนที่กำลังคิดจะฆ่าตัวตาย ฉุกคิด แล้วล้มเลิกความตั้งใจนั้น ก่อนที่จะปลิดชีวิตอันประเสริฐ มีค่าลงด้วยความคิด(อกุศล)เพียงชั่ววูบ

 

ขณะเดียวกัน ก็ใช้สะกิดผู้หญิงที่กำลังคิดจะฆ่าก้อนเนื้อที่เกิดขึ้นในร่างกายตนเอง ให้กลายเป็นสิ่งไม่มีชีวิต สะกิดเพื่อให้รู้ว่า

 

การลงมือฆ่าลูกในท้องไม่ต่างจากการฆ่ามนุษย์ธรรมดาคนหนึ่ง

 

มนุษย์ที่กำลังจะลืมตาดูโลกและยังไม่ได้กระทำความผิดใด ๆ เลยสักนิด

 

เทียบเคียงได้กับพุทธวจนะที่พระศาสดาตรัสถึงความไม่มีเจตนาในการกระทำกรรมด้วยกาย วาจา และใจของเด็กอ่อนหนอหงาย

 

ถปติ !
สำหรับเด็กอ่อนนอนหงายอยู่บนเบาะนั้น

แม้แต่ความรู้จักว่า กาย ๆ ดังนี้ ก็ยังมิได้มีแล้ว
จักกระทำกรรมอันเป็นบาปด้วยกายได้แต่ที่ไหน


อย่างมากก็เพียงกลิ้งไปกลิ้งมาอยู่บนเบาะ

 

แม้แต่ความรู้จักว่า วาจา ๆ ดังนี้ ก็ยังมิได้มีแล้ว
จักกล่าววาจาอันเป็นบาปได้แต่ที่ไหน

อย่างมากก็เพียงส่งเสียงร้องไห้

 

แม้แต่ความรู้จักว่า ดำริ ๆ ดังนี้ ก็ยังมิได้มีแล้ว
จักดำริความดำริอันเป็นบาปได้แต่ที่ไหน

อย่างมากก็เพียงแสดงอาการอึดอัด (ตามประสาเด็ก)

 

แม้แต่ความรู้จักที่ว่า อาชีพ ๆ ดังนี้ ก็ยังมิได้มีแล้ว
จักเลี้ยงชีวิตด้วยอาชีพอันเป็นบาปได้แต่ที่ไหน

อย่างมากทำได้ก็แต่เพียงกินนมแม่

...

ม. ม. ๑๓/๓๔๓-๓๔๕/๓๕๘-๓๖๐

 

นั่นหมายความว่า ขนาดเด็กอ่อนนอนหงาย ยังมิอาจกระทำผิดใด ๆ ได้ เพราะขาดเจตนา


เด็กทารกที่อยู่ในครรภ์มารดา ซึ่งกำลังจะลืมตาดูโลก ก็ยิ่งมิอาจกระทำความผิดใด ๆ ได้ยิ่งกว่า

กล่าวอย่างสั้นที่สุด กรรม คือ การทำแท้ง เป็นเครื่องชี้เจตนา คือ มิใช่เว้นขาดจากการฆ่าสัตว์

 

ขณะที่ผู้หญิงคนนี้กำลังทำปาณาติบาต
ขณะนั้น เด็กคนนี้ก็รับวิบากแห่งปาณาติบาตของผู้เป็นมนุษย์ที่เบากว่าวิบากทั้งปวง

คือ วิบากที่เป็นไปเพื่อมีอายุสั้น รับไปตามกฎแห่งเจตนา
!


แต่ทว่า ในสายตาของผู้หญิงที่เรียกตนเองว่า แม่
ลูก คือ

 

แก้วตาดวงใจ
สิ่งมีชีวิตที่ให้คุณค่ากับความเป็นแม่
ผลผลิตของความรัก ความเอาใจใส่
ของขวัญอันล้ำค่าที่สุด
ทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิต

 

นั่นจึงเป็นที่มาให้ ทุกการกระทำของแม่ที่มีต่อลูก อุดมไปด้วย ความรัก(อันบริสุทธิ์) ซึ่งพระศาสดาตรัสถึงการกระทำอันยิ่งใหญ่เหล่านั้นว่า

 

...มารดา ย่อมบริหารสัตว์ที่เกิดในครรภ์นั้น

ด้วยความเป็นห่วงอย่างใหญ่หลวง

เป็นภาระหนัก ตลอดเวลาเก้าเดือนบ้าง สิบเดือนบ้าง...

 

...เมื่อล่วงไปเก้าเดือนหรือสิบเดือน

มารดา ย่อมคลอดบุตรนั้นด้วยความเป็นห่วงอย่างใหญ่หลวง เป็นภาระหนัก

ได้เลี้ยงซึ่งบุตรอันเกิดแล้วนั้น ด้วยโลหิตของตนเอง...

 

...ในวินัยของพระอริยเจ้า คำว่า โลหิต นี้ หมายถึง น้ำนมของมารดา...

 

ด้วยเหตุเพียงเท่านี้ ลูกจึงมีหน้าที่พึงปฏิบัติต่อแม่โดยฐานะ 5 ประการดังพุทธวจนะที่พระศาสดาตรัสแก่คหบดีบุตร

 

คหบดีบุตร !
ทิศเบื้องหน้า คือ มารดาบิดา
อันบุตรพึงปฏิบัติต่อโดยฐานะ ๕ ประการ ดังนี้ว่า


() ท่านเลี้ยงเราแล้ว เราจักเลี้ยงท่าน

() เราจักทำกิจของท่าน

() เราจักดำรงวงศ์สกุล

() เราจักปฏิบัติตนเป็นทายาท

() เมื่อท่านทำกาละล่วงลับไปแล้ว เราจักกระทำทักษิณาอุทิศท่าน


คหบดีบุตร
!
ทิศเบื้องหน้าคือมารดาบิดา
อันบุตรพึงปฏิบัติต่อโดยฐานะ ๕ ประการเหล่านี้แล้ว
ย่อมอนุเคราะห์บุตรโดยฐานะ ๕ ประการ คือ


() ห้ามเสียจากบาป

() ให้ตั้งอยู่ในความดี

() ให้ศึกษาศิลปะ

() ให้มีคู่ครองที่สมควร

() มอบมรดกให้ตามเวลา


เมื่อเป็นดังนี้ ทิศเบื้องหน้านั้น เป็นอันว่า

กุลบุตรนั้นปิดกั้นแล้ว เป็นทิศเกษม ไม่มีภัยเกิดขึ้น


ปา. ที. ๑๑/๑๙๕๒๐๖/๑๗๔๒๐๕

แต่ถึงกระนั้น นั่นก็ยังหาเพียงพอที่จะเรียก หน้าที่ 5 ประการข้างต้นว่า การตอบแทนพระคุณแม่ (อย่างสูงสุด) ไม่

 

เพราะสิ่งที่แม่ทำให้แก่ลูกนั้น ยิ่งใหญ่เกินกว่าจะตอบแทนพระคุณได้หมดสิ้น ด้วยการทำหน้าที่เพียง 5 ประการ

 

แล้วการกระทำเช่นไร คือ การตอบแทนพระคุณแม่ (อย่างสูงสุด) ละ

 

ภิกษุทั้งหลาย !
เรากล่าวการกระทำตอบแทนที่ทำได้ไม่ง่ายแก่ท่านทั้ง ๒

ท่านทั้ง ๒ นั้นคือใคร ?
คือ
มารดา
บิดา


ภิกษุทั้งหลาย !
บุตร...
พึงประคับประคองมารดาด้วยบ่าข้างหนึ่ง
พึงประคับประคองบิดาด้วยบ่าข้างหนึ่ง

 

เขามีอายุมีชีวิตอยู่ตลอดร้อยปี และ
เขาพึงปฏิบัติ
ท่านทั้ง ๒ นั้นด้วย...
การอบกลิ่น
การนวด
การให้อาบน้ำ
และ
การดัด

 

และท่านทั้ง ๒ นั้น พึงถ่ายอุจจาระปัสสาวะบนบ่าทั้งสองของเขา

นั่นแหละ ภิกษุทั้งหลาย

 

การกระทำอย่างนั้นยังไม่ชื่อว่า

อันบุตรทำแล้วหรือทำตอบแทนแล้วแก่มารดาบิดาเลย

 

ภิกษุทั้งหลาย !
อนึ่ง บุตรพึงสถาปนามารดาบิดาในราชสมบัติ
อันเป็นอิสราธิปัตย์ ในแผ่นดินใหญ่อันมีรตนะ ๗
ประการมากหมายเช่นนี้

การกระทำกิจอย่างนั้นยังไม่ชื่อว่า
อันบุตรทำแล้ว หรือทำตอบแทนแล้วแก่มารดาบิดาเลย

 

ข้อนั้นเพราะเหตุไร ?

เพราะมารดาบิดา...
มีอุปการะมาก
บำรุงเลี้ยงแสดงโลกนี้แก่บุตรทั้งหลาย

 

ส่วนบุตรคนใด...
ยังมารดาบิดาผู้ไม่มีศรัทธา
ให้สมาทานตั้งมั่นในสัทธาสัมปทา
(ความถึงพร้อมด้วยศรัทธา)

 

แล้วสัทธาสัมปทา คือ


พยัคฆปัชชะ !
สัทธาสัมปทา เป็นอย่างไรเล่า
?

พยัคฆปัชชะ !
กุลบุตรในกรณีนี้ เป็นผู้มีสัทธาเชื่อในการตรัสรู้ของตถาคตว่า

 

เพราะเหตุอย่างนี้ ๆ
พระผู้มีพระภาคเจ้านั้น...
เป็นผู้ไกลจากกิเลส
เป็นผู้ตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เอง
เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ
เป็นผู้ไปแล้วด้วยดี
เป็นผู้รู้โลกอย่างแจ่มแจ้ง
เป็นผู้สามารถฝึกบุรุษที่สมควรฝึกได้อย่างไม่มีใครยิ่งกว่า
เป็นครูผู้สอนของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย
เป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานด้วยธรรม
เป็นผู้มีความจำเริญ จำแนกธรรมสั่งสอนสัตว์ ดังนี้

 

พยัคฆปัชชะ !
นี้เรียกว่า สัทธาสัมปทา


ยังมารดาบิดาผู้ทุศีล
ให้สมาทานตั้งมั่นในศีลสัมปทา
(ความถึงพร้อมด้วยศีล)

 

แล้วศีลสัมปทา คือ

 

พยัคฆปัชชะ !

สีลสัมปทา เป็นอย่างไรเล่า ?

พยัคฆปัชชะ !
กุลบุตรในกรณีนี้ เป็นผู้เว้นขาดจาก...
ปาณาติบาต
อทินนาทาน
กาเมสุมิจฉาจาร
มุสาวาท

สุราเมรยมัชชปมาทัฏฐาน

 

พยัคฆปัชชะ!
นี้เราเรียกว่า สีลสัมปทา

 

ยังมารดาบิดาผู้มีความตระหนี่
ให้สมาทานตั้งมั่นในจาคสัมปทา
(ความถึงพร้อมด้วยการบริจาค)

 

แล้วจาคสัมปทา คือ

 

พยัคฆปัชชะ !
จาคสัมปทา เป็นอย่างไรเล่า
?

พยัคฆปัชชะ !
กุลบุตรในกรณีนี้

มีใจปราศจากความตระหนี่อันเป็นมลทิน อยู่ครองเรือน
มีจาคะอันปล่อยอยู่เป็นประจำ
มีฝ่ามืออันชุ่มเป็นปกติ

ยินดีแล้วในการสละ ควรแก่การขอ
ยินดีแล้วในการจำแนกทาน

 

พยัคฆปัชชะ !
นี้เรียกว่า จาคสัมปทา

ยังมารดาบิดาทรามปัญญา
ให้สมาทานตั้งมั่นในปัญญาสัมปทา
(ความถึงพร้อมด้วยปัญญา)

 

แล้วปัญญาสัมปทา คือ

 

พยัคฆปัชชะ !
ปัญญาสัมปทา เป็นอย่างไรเล่า
?

พยัคฆปัชชะ !
กุลบุตรในกรณีนี้

เป็นผู้มีปัญญาประกอบด้วย ปัญญา
...
เป็นเครื่องให้ถึงสัจจะแห่งการเกิดดับ
เป็นเครื่องไปจากข้าศึก
เป็นเครื่องเจาะแทงกิเลส
เป็นเครื่องถึงซึ่งความสิ้นไปแห่งทุกข์โดยชอบ

 

พยัคฆปัชชะ !
นี้เราเรียกว่า ปัญญาสัมปทา

ภิกษุทั้งหลาย !
ด้วยเหตุมีประมาณเท่านี้แล
การกระทำอย่างนั้นย่อมชื่อว่า
อันบุตรนั้นทำแล้วและทำตอบแทนแล้วแก่มารดาบิดา

ทุก. อํ. ๒๐/๗๘/๒๗๘
อฏฺฐก.อํ. ๒๓/๒๘๙ - ๒๙๓/๑๔๔

 

จากที่กล่าว การที่ผู้หญิงคนหนึ่งฆ่าสัตว์ คือ มนุษย์ซึ่งอยู่ในท้อง เป็นแค่การผิดศีล คือ ปาณาติบาต ดังที่พระศาสดาตรัสถึงศีลข้อนี้ไว้ว่า


(ปาณาติปาตา เวรมณี) เธอนั้น
ละปาณาติบาต

เว้นขาดจากปาณาติบาต (ฆ่าสัตว์)

 

วางท่อนไม้และศัสตราเสียแล้ว
มีความละอาย ถึงความเอ็นดูกรุณา
หวังประโยชน์เกื้อกูลในบรรดาสัตว์ทั้งหลายอยู่

สี. ที. ๙/๘๓/๑๐๓

 

ในทางกลับกัน หากลูกฆ่าแม่ นอกจากจะเป็นการผิดศีล คือ ปาณาติบาตแล้ว นั่นยังเป็นการทำอนันตริยกรรม ที่ให้น้ำหนักอย่างเดียวกับ...

การฆ่าพ่อ

การฆ่าพระอรหันต์

การประทุษร้ายตถาคต แม้เพียงทำโลหิตให้ห้อ

การทำสงฆ์ให้แตกกัน


นอกจากความเกิด ที่กล่าวไว้ข้างต้นแล้ว ในสายปฏิจจสมุปบาท

 

...เพราะมีชาติเป็นปัจจัย

ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกขะ โทมนัส อุปายาสทั้งหลาย จึงเกิดขึ้นครบถ้วน

ความเกิดขึ้นพร้อมแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมีด้วยอาการอย่างนี้...


นิทาน. สํ. ๑๖/๗๗/๑๔๓

 

ความแก่ ความเจ็บ(ไข้) และความตาย ก็เป็นผลมาจากเหตุปัจจัยเดียวกัน คือ ความเกิด นั่นเอง

 

นอกจากนั้น ความแก่ ความเจ็บ(ไข้) และความตาย ก็ถือเป็นภัย 3 อย่างที่แม่และลูกช่วยไม่สามารถช่วยเหลือกันได้ ปรากฏดังพุทธวจนะที่พระศาสดาตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย


ภิกษุทั้งหลาย
!
ภัยที่มารดาและบุตรช่วยกันไม่ได้ ( โดยแท้จริง ) ๓ อย่างเหล่านี้มีอยู่

 

สามอย่าง คือ
ภัยเกิดจากความแก่ (ชราภยํ)
ภัยเกิดจากความเจ็บไข้ (พฺยาธิภยํ)
ภัยเกิดจากความตาย (มรณภยํ)

 

ภิกษุทั้งหลาย !
มารดาไม่ได้ตามปรารถนากะบุตรผู้แก่อยู่ อย่างนี้ว่า
เราแก่เองเถิด บุตรของเราอย่าแก่เลย
หรือ
บุตรก็ไม่ได้ตามปรารถนากะมารดาผู้แก่อยู่ อย่างนี้ว่า
เราแก่เองเถิด มารดาอย่าแก่เลย ดังนี้

 

มารดาก็ไม่ได้ตามปรารถนาว่า
เราเจ็บไข้เองเถิด บุตรของเราอย่าเจ็บไข้เลย
หรือ
บุตรก็ไม่ได้ตามปรารถนาว่า
เราเจ็บไข้เองเถิด มารดาของเราอย่าเจ็บไข้เลย ดังนี้

 

มารดาก็ไม่ได้ตามปรารถนาว่า
เราตายเองเถิด บุตรของเราอย่าตายเลย

หรือ

บุตรก็ไม่ได้ตามปรารถนาว่า
เราตายเองเถิด มารดาของเราอย่าตายเลย ดังนี้

 

ภิกษุทั้งหลาย !
เหล่านี้แลเป็นภัยที่มารดาและบุตรช่วยกันไม่ได้ ๓ อย่าง


ติก. อํ. ๒๐/๒๒๘ - ๒๓๑/๕๐๒


ซึ่งพระศาสดาตรัสถึง ความแก่ ความเจ็บ(ไข้) และความตาย ไว้ว่า

ภิกษุทั้งหลาย !
ความแก่ เป็นอย่างไรเล่า ?

 

ภิกษุทั้งหลาย !
ความแก่

ความคร่ำคร่า

ความมีฟันหลุด

ความมีผมหงอก

ความมีหนังเหี่ยว

ความเสื่อมไปแห่งอายุ

ความแก่รอบแห่งอินทรีย์ทั้งหลาย ในสัตวนิกายนั้น ๆ ของสัตว์เหล่านั้น ๆ

 

นี้เรียกว่า ความแก่

 

มหา. ที. ๑๐/๓๔๑/๒๙๕

 

ภิกษุทั้งหลาย !
ความทุกข์กาย เป็นอย่างไรเล่า ?

 

ภิกษุทั้งหลาย !
ความทนได้ยากที่เป็นไปทางกาย

ความไม่ผาสุกที่เป็นไปทางกาย

ความทนได้ยาก

ความรู้สึกอันไม่ผาสุก ที่เกิดแต่ความกระทบทางกาย


นี้เรียกว่า ความทุกข์กาย

มหา. ที. ๑๐/๓๔๒/๒๙๕

ภิกษุทั้งหลาย !
ความตาย เป็นอย่างไรเล่า ?


ภิกษุทั้งหลาย
!
การจุติ

การเคลื่อน

การแตกสลายไป

การหายไป

การวายชีพ

การตาย

การทำกาละ

การแตกแห่งขันธ์ทั้งหลาย

การทอดทิ้งร่าง

การขาดแห่งอินทรีย์คือชีวิต จากสัตว์นิกายนั้น ๆ ของสัตว์เหล่านั้น ๆ

 

นี้เรียกว่า ความตาย


มหา. ที. ๑๐/๓๔๑/๒๙๕

นอกจาก ความแก่ ความเจ็บ(ไข้) และความตาย จะเป็นภัยที่แม่และลูกไม่สามารถช่วยเหลือกันได้แล้ว

ขณะเดียวกัน ความแก่ และความเจ็บ(ไข้) ก็ยังถือเป็นภัยในอนาคต 2 ใน 5 ภัยที่เป็นอุปสรรคขวางกั้นการปรารภความเพียรเพื่อเผากิเลส ดังพุทธวจนะที่พระศาสดาตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย

ภิกษุทั้งหลาย !
ภัยในอนาคตเหล่านี้ มีอยู่ ๕ ประการ ซึ่งภิกษุผู้มองเห็นอยู่
ควรแท้ที่จะเป็นผู้ไม่ประมาท
มีความเพียรเผากิเลส
มีตนส่งไปแล้วในการทำเช่นนั้น
อยู่ตลอดไป

เพื่อ...
ถึงสิ่งที่ยังไม่ถึง
บรรลุสิ่งที่ยังไม่บรรลุ
ทำให้แจ้งสิ่งที่ยังไม่ทำให้แจ้ง
เสียโดยเร็ว


ภัยในอนาคต ๕ ประการนั้น คืออะไรบ้างเล่า
?

๕ ประการคือ

 

() ภิกษุ ในกรณีนี้ พิจารณาเห็นชัดแจ้งว่า

บัดนี้ เรายัง...
หนุ่ม
เยาว์วัย
รุ่นคะนอง

 

มีผมยังดำสนิท ตั้งอยู่ในวัยกำลังเจริญ คือปฐมวัย

 

แต่จะมีสักคราวหนึ่งที่ ความแก่ จะมาถึงร่างกายนี้

 

ก็คนแก่ ถูกความชราครอบงำแล้ว
จะมนสิการถึงคำสอนของท่านผู้รู้ทั้งหลายนั้น ไม่ทำได้สะดวกเลย และ
จะเสพเสนาสนะอันเงียบสงัด ซึ่งเป็นป่าชัฏก็ไม่ทำได้ง่าย ๆ เลย

 

ก่อนแต่สิ่งอันไม่เป็นที่ต้องการ ไม่น่าใคร่ ไม่น่าชอบใจ (คือความแก่) นั้นจะมาถึงเรา
เราจะรีบทำความเพียร เพื่อ...
ถึงสิ่งที่ยังไม่ถึง
บรรลุสิ่งที่ยังไม่บรรลุ

ทำให้แจ้งสิ่งที่ยังไม่ทำให้แจ้ง เสียโดยเร็ว

 

ซึ่งเป็นสิ่งที่ยังไม่บรรลุ

เพื่อทำให้แจ้งสิ่งที่ยังไม่ทำให้แจ้ง เสียโดยเร็ว

ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้ผู้ถึงแล้ว แม้จะแก่เฒ่าก็จักอยู่เป็นผาสุก ดังนี้

 

ภิกษุทั้งหลาย !
ข้ออื่นยังมีอีก

 

() ภิกษุ พิจารณาเห็นชัดแจ้งว่า

บัดนี้ เรามี...

อาพาธน้อย

โรคน้อย

ไฟธาตุให้ความอบอุ่นสม่ำเสมอ ไม่เย็นนัก ไม่ร้อนนัก พอปานกลาง

ควรแก่การทำความเพียร

 

แต่จะมีสักคราวหนึ่งที่ความเจ็บไข้จะมาถึงร่างกายนี้

 

ก็คนที่เจ็บไข้ถูกพยาธิครอบงำแล้ว

จะมนสิการถึงคำสอนของท่านผู้รู้ทั้งหลายนั้น ไม่ทำได้สะดวกเลย และ

จะเสพเสนาสนะอันเงียบสงัด ซึ่งเป็นป่าชัฏ ก็ไม่ทำได้ง่าย ๆ เลย

 

ก่อนแต่สิ่งอันไม่เป็นที่ต้องการ ไม่น่าใคร่ ไม่น่าชอบใจ(คือความเจ็บไข้) นั้นจะมาถึงเรา

เราจะรีบทำความเพียร เพื่อ...

ถึงสิ่งที่ยังไม่ถึง

บรรลุสิ่งที่ยังไม่บรรลุ

ทำให้แจ้งสิ่งที่ยังไม่ทำให้แจ้ง เสียโดยเร็ว

 

ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้ผู้ถึงแล้วแม้จะเจ็บไข้ ก็จักอยู่เป็นผาสุก ดังนี้

 

ภิกษุทั้งหลาย !
ข้ออื่นยังมีอีก...

 

ภิกษุทั้งหลาย !
ภัยในอนาคต ๕ ประการเหล่านี้แล ซึ่งภิกษุผู้มองเห็นอยู่
ควรแท้ที่จะเป็นผู้ไม่ประมาท

มีความเพียรเผากิเลส
มีตนส่งไปแล้วในการทำเช่นนั้น
อยู่ตลอดไป

 

เพื่อ...
ถึงสิ่งที่ยังไม่ถึง
บรรลุสิ่งที่ยังไม่บรรลุ

ทำให้แจ้งสิ่งที่ยังไม่ทำให้แจ้ง เสียโดยเร็ว


ปญฺจก. อํ. ๒๒/๑๑๗/๗๘

ที่กล่าวมาทั้งหมดนั้น ความเกิด ความแก่ ความเจ็บ(ไข้) และความตาย ก็เป็นเพียงเรื่องธรรมดาของโลกที่สัตว์นรก กำเนิดเดรัจฉาน เปรตวิสัย มนุษย์จนกระทั่งเทวดา เคยผ่านธรรมชาติ เหล่านี้มาแล้ว

จากชีวิต-ความหนุ่ม-ความไม่มีโรค ไปสู่ ความเจ็บไข้-ความชรา-ความตาย

โดยอาจไม่รู้ว่า ตนเองเวียนตายเวียนเกิดมาแล้วในโลกธาตุ นับภพนับชาติไม่ถ้วน ซึ่งพระศาสดาตรัสถึงความยาวนานของสังสารไว้ใน 3 นัยยะ

นัยยะที่ 1 เปรียบเทียบความความยาวนานของสังสารว่า มิใช่เพียงเท่านั้น เท่านี้ปี

ภิกษุทั้งหลาย !
กัปหนึ่งนานแล มิใช่ง่ายที่จะนับกัปนั้นว่า
เท่านี้ปี
เท่านี้ร้อยปี
เท่านี้พันปี
เท่านี้แสนปี

ภิกษุทั้งหลาย !
เหมือนอย่างว่า
ภูเขาหินลูกใหญ่
ยาวโยชน์หนึ่ง
กว้างโยชน์หนึ่ง
สูงโยชน์หนึ่ง

ไม่มีช่อง
ไม่มีโพรง
เป็นแท่งทึบ


บุรุษพึงเอาผ้าแคว้นกาสี (ผ้าเนื้อปราณีต) มาแล้ว
ปัดภูเขานั้น ๑๐๐ ปีต่อครั้ง

ภูเขาหินลูกใหญ่นั้น พึงถึงการหมดไปสิ้นไป
เพราะความพยายามนี้ ยังเร็วกว่าแล
ส่วนกัปหนึ่งยังไม่ถึงการหมดไปสิ้นไป กัปหนึ่งนานอย่างนี้แล

บรรดากัปที่นานอย่างนี้
พวกเธอท่องเที่ยวไปแล้ว
มิใช่หนึ่งกัป
มิใช่ร้อยกัป
มิใช่พันกัป
มิใช่แสนกัป

ข้อนั้นเพราะเหตุไร ?
เพราะว่า
สังสารนี้ กำหนดที่สุดเบื้องต้นเบื้องปลายไม่ได้

เมื่อเหล่าสัตว์ผู้...
มีอวิชชาเป็นที่กางกั้น
มีตัณหาเป็นเครื่องประกอบไว้

ท่องเที่ยวไปมาอยู่ ที่สุดเบื้องต้นย่อมไม่ปรากฏ

ภิกษุทั้งหลาย !
ก็เหตุเพียงเท่านี้ พอทีเดียว เพื่อจะ...
เบื่อหน่ายในสังขารทั้งปวง
คลายกำหนัด
หลุดพ้น
ดังนี้ ฯ

นัยยะที่ 2 เปรียบเทียบความความยาวนานของสังสารกับปริมาณน้ำตาที่หลั่งไหลออกมาจากเหตุการณ์ต่าง ๆ ในชีวิต

ภิกษุทั้งหลาย !
ถูกละ ๆ พวกเธอทราบธรรมที่เราแสดงแล้วอย่างนี้
ถูกแล้ว น้ำตาที่หลั่งไหลออกของพวกเธอผู้ท่องเที่ยวไปมา คร่ำครวญร้องไห้อยู่

เพราะประสบสิ่งไม่พอใจ
เพราะพลัดพรากจากสิ่งที่พอใจ

โดยกาลนาน นี้แหละ มากกว่า
ส่วนน้ำในมหาสมุทรทั้ง ๔ ไม่มากกว่าเลย

พวกเธอได้ประสบมรณกรรมของมารดาตลอดกาลนาน
น้ำตาที่หลั่งไหลออกของเธอเหล่านั้นผู้ประสบมรณกรรมของมารดา คร่ำครวญร้องไห้อยู่
เพราะประสบสิ่งที่ไม่พอใจ
เพราะพลัดพรากจากสิ่งที่พอใจ นั่นแหละ มากกว่า
ส่วนน้ำในมหาสมุทรทั้ง ๔ ไม่มากกว่าเลย

พวกเธอได้ประสบ
มรณกรรมของ
บิดา

พี่ชายน้องชาย
พี่สาวน้องสาว

บุตร
ธิดา

ความเสื่อมแห่ง...
ญาติ

โภคะ
โรค

ตลอดกาลนาน

น้ำตาที่หลั่งไหลออกของเธอเหล่านั้น ผู้ประสบความเสื่อมเพราะโรคคร่ำครวญร้องไห้อยู่
เพราะประสบสิ่งที่ไม่พอใจ
เพราะพลัดพรากจากสิ่งที่พอใจ นั่นแหละ มากกว่า
ส่วนน้ำในมหาสมุทรทั้ง ๔ ไม่มากกว่าเลย

ข้อนั้นเพราะเหตุไร ?
เพราะว่า
สงสารนี้กำหนดที่สุดเบื้องต้น เบื้องปลายไม่ได้


เมื่อเหล่าสัตว์ผู้
มีอวิชชาเป็นที่กางกั้น
มีตัณหาเป็นเครื่องประกอบไว้3

ท่องเที่ยวไปมาอยู่ ที่สุดเบื้องต้นย่อมไม่ปรากฎ

ภิกษุทั้งหลาย !
ด้วยเหตุเพียงเท่านี้ ก็พอแล้วเพื่อจะ...
เบื่อหน่ายในสังขารทั้งปวง
คลายกำหนัด
หลุดพ้น
ดังนี้ ฯ

นิทาน. สํ. ๑๖/๔๒๕

นัยยะที่ 3 เปรียบเทียบความความยาวนานของสังสารกับการเกิดเป็นเพื่อนร่วมเกิด แก่ เจ็บ ตาย

ภิกษุทั้งหลาย !
สงสารนี้กำหนดที่สุดเบื้องต้นเบื้องปลายไม่ได้ เมื่อเหล่าสัตว์ผู้...
มีอวิชชาเป็นที่กางกั้น
มีตัณหาเป็นเครื่องผูกพัน

ท่องเที่ยวไปมาอยู่ ที่สุดเบื้องต้นย่อม ไม่ปรากฏ

เธอทั้งหลายเห็น
ทุคตบุรุษ ผู้มีมือและเท้าไม่สมประกอบ หรือ
บุคคลผู้เพียบพร้อมด้วยความสุข มีบริวารคอยรับใช้

พึงลงสันนิษฐานในบุคคลนี้ว่า
เราทั้งหลายก็เคยเสวยทุกข์ หรือเสวยสุข เห็นปานนี้มาแล้ว โดยกาลนานนี้

...
สัตว์ที่ไม่เคยเกิดเป็นมารดา

สัตว์ที่ไม่เคยเกิดเป็นบิดา
สัตว์ที่ไม่เคยเกิดเป็นพี่ชายน้องชาย
สัตว์ที่ไม่เคยเกิดเป็นพี่หญิงน้องหญิง
สัตว์ที่ไม่เคยเกิดเป็นบุตร

โดยกาลนานนี้ มิใช่หาได้ง่ายเลย

ข้อนั้นเพราะเหตุไรเล่า ?
เพราะเหตุว่า
สังสารนี้กำหนดที่สุดเบื้องต้นเบื้องปลายไม่ได้

เมื่อเหล่าสัตว์ผู้...
มีอวิชชาเป็นที่กางกั้น
มีตัณหาเป็นเครื่องผูกพัน

ท่องเที่ยวไปมาอยู่ ที่สุดเบื้องต้นย่อมไม่ปรากฏ

ด้วยเหตุเพียงเท่านี้ ก็พอแล้วเพื่อจะ...
เบื่อหน่ายในสังขารทั้งปวง
คลายกำหนัด
หลุดพ้น
ดังนี้ ฯ

นิทาน. สํ. ๑๖/๔๔๓ ๔๔๔

ถึงกระนั้น นั่นก็ไม่ได้หมายความว่า เราจะเวียนตายเวียนเกิดต่อไปไม่มีจุดจบ

เพราะ มนุษย์ทุกคนสามารถพ้นไปเสียจากสังสารนี้ได้

และพระศาสดาก็บังเกิดขึ้นในโลกนี้เพื่อแก้ปัญหา ความเกิด ความแก่ ความตาย โดยเฉพาะ หาใช่เพื่อการอื่นใดไม่ ปรากฏดังพุทธวจนะที่ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย

ภิกษุทั้งหลาย !
ถ้าธรรมชาติ ๓ อย่างเหล่านี้ ไม่พึงมีอยู่ในโลกแล้วไซร้

ตถาคตก็ไม่ต้องเกิดขึ้นในโลกเป็นอรหันตสัมมาสัมพุทธะ และ
ธรรมวินัยที่ตถาคตประกาศแล้ว ก็ไม่ต้องรุ่งเรืองไปในโลก

 

ธรรมชาติ ๓ อย่างนั้น คืออะไรเล่า ?
คือ ชาติ ชรา และ มรณะ
(ทุกขอริยสัจ)

 

ภิกษุทั้งหลาย !
ธรรมชาติ ๓ อย่างเหล่านี้แล ถ้าไม่มีอยู่ในโลกแล้วไซร้
ตถาคตก็ไม่ต้องเกิดขึ้นในโลกเป็นอรหันตสัมมาสัมพุทธะ และ
ธรรมวินัยที่ตถาคตประกาศแล้วก็ไม่ต้องรุ่งเรืองไปในโลก


ภิกษุทั้งหลาย
!
เพราะเหตุใดแล ที่ธรรมชาติ ๓ อย่างเหล่านี้ มีอยู่ในโลก

เพราะเหตุนั้น

ตถาคตจึงต้องเกิดขึ้นในโลกเป็นอรหันตสัมมาสัมพุทธะ และ
ธรรมวินัยที่ตถาคตประกาศแล้วจึงต้องรุ่งเรืองไปในโลก


ทสก. อํ. ๒๔/๑๕๔/๗๖

 

ซึ่งวิธีการที่จะก้าวพ้นไปได้จากความแก่ ความเจ็บ(ไข้) และความตาย อันเป็นภัยที่แม่และลูกไม่สามารถช่วยเหลือกันได้ ก็คือ ทางดำเนินให้ถึงความดับไม่เหลือแห่งความแก่ ความเจ็บ(ไข้) ความตายอันเป็นความทุกข์ นั่นเอง

 

ภิกษุทั้งหลาย !
หนทางมีอยู่
ปฏิปทามีอยู่ ย่อมเป็นไปเพื่อ
...
เลิกละ
ก้าวล่วงเสีย

ซึ่งภัย...ที่เป็น...

อมาตาปุตติกภัย
(ภัยที่มารดาและบุตรช่วยกันไม่ได้)...

 

ภิกษุทั้งหลาย !
หนทางหรือปฏิปทานั้น เป็นอย่างไรเล่า ?
นั่นคือ อริยอัฏฐังคิกมรรคนั่นเอง
ได้แก่

สัมมาทิฏฐิ
สัมมาสังกัปปะ
สัมมาวาจา
สัมมากัมมันตะ
สัมมาอาชีวะ
สัมมาวายามะ
สัมมาสติ
สัมมาสมาธิ

ภิกษุทั้งหลาย
!
นี้แหละหนทาง
นี้แหละปฏิปทา
เป็นไปเพื่อ...
เลิกละ
ก้าวล่วงเสีย ซึ่งภัย
...ที่เป็น...อมาตาปุตติกภัย...


ติก. อํ. ๒๐/๒๒๘ - ๒๓๑/๕๐๒

หากพิจารณาโดยสภาพ การแก้ปัญหาความแก่ ความเจ็บ(ไข้) และความตาย ดังกล่าว ก็คือ

การแก้ปัญหา ความเกิด โดยปริยาย

เพราะเมื่อใดก็ตาม ที่พ้นไปเสียจากความตายได้
ความตายครั้งนี้ก็จะเป็นครั้งสุดท้ายในชีวิต นั่นหมายความว่า

ไม่มีความเกิดอีกแล้วในชาติต่อไป
ความเกิดครั้งนี้จึงเป็นครั้งสุดท้ายโดยความเป็นจริง
!

รู้อย่างนี้ ก็ใคร ๆ ยังอยากเกิดอีกบ้างละ !
รู้อย่างนี้ ถามมา ตอบไป คุณยังพอใจการเกิดใหม่ของเด็กที่เรียกคุณว่า แม่ หรือ พ่อ อีกหรือเปล่า ?

ถ้าคำตอบ คือ ไม่
คำถามต่อไป คือ ไปบวชดีกว่าไหม
?

ด้วยความเลื่อมใสอันหยั่งลงมั่นไม่หวั่นไหวในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์
รวบรวมและเรียบเรียง
บลู เลอสง่า

แรม 8 ค่ำเดือน 8/8 - ขึ้น 5 ค่ำ เดือน 9

สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์
ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย

edit @ 20 Aug 2010 11:54:20 by บลู เลอสง่า

Comment

Comment:

Tweet

พี่ cesarmonsters - ยาวขนาดไหน เราก็ต้องอ่านครับ ยาวขนาดไหน ก็ไม่ยาวเท่าความรักที่แม่มีให้ลูก ว่าไหมครับHot!Hot!Hot!

รักแม่ต้องอ่านครับ

หลังม่านสีฟ้า
บลู เลอสง่า

#2 By บลู เลอสง่า on 2010-08-21 11:15

อนุโททนาบุญครับท่าน (ยาวจัง)

#1 By cesarmonsters on 2010-08-21 08:31