ในบรรดา ของฟรี ที่ผมได้รับจากคนรู้จักหรือคนแปลกหน้าก็ตาม หนังสือธรรมะ เป็นวัตถุแห่งการให้ที่มีคุณค่าต่อชีวิตของผมมากกว่าสิ่งอื่นใด และถ้าไล่เรียงประเภทของมันแล้ว หนังสือสวดมนต์ จัดอยู่ในลำดับต้น ๆ ที่ได้รับความนิยมสูงสุด สูงถึงขนาดปรากฏรายนามผู้มีจิตศรัทธา (พร้อมจำนวนเงินท้ายเล่ม) จำนวนเหยียดร้อยต่อการพิมพ์หนึ่งครั้ง ครั้งหนึ่งก็ระดับพันเล่ม และด้วยความที่บทสวดในแต่ละหัวหนังสือ ซ้ำกันซะเป็นส่วนใหญ่ นั่นจึงทำให้มันถูกคัดลอกและแพร่กระจายไปในวงกว้างได้ง่ายขึ้1น

และในรัศมีนั้น 2 ในไม่ต่ำกว่า 10 เล่มที่ผมได้รับแจกเป็นธรรมทาน ก็มีบทสวดเหมือนกัน ต่างแต่เพียงรูปเล่ม ครั้งที่พิมพ์ คนให้ เวลา และสถานที่ที่ได้รับ 

แล้วคุณละเคยได้รับมันจากใครบ้าง นับจำนวนได้สักกี่เล่ม

แต่จะมากน้อยแค่ไหน มันก็ไม่ได้สำคัญเท่ากับ คุณภาพของบทสวดเหล่านั้น คุณภาพที่ว่า ก็คือ ความถูกต้อง ตรงจริง และไม่จำกัดกาลเวลา

ย้อนไปในสมัยพุทธกาล หลังจากพระพุทธเจ้าปรินิพานแล้ว ปรากฏการสังคายนาพระธรรมวินัยครั้งแรก โดยพระอรหันต์ 500 รูป ครั้งนั้นมีพระมหากัสสปะเป็นประธาน สวดขอให้สงฆ์สมมุติ คือ แต่งตั้งท่านเป็นผู้ถามพระวินัย และพระธรรม โดยมีพระอุบาลีและพระอานนท์ เป็นผู้ตอบโดยลำดับ

การสังคายนาครั้งนี้ จึงถือเป็นการสาธยายธรรมที่พระศาสดาตรัสไว้(ทั้งหมด) ครั้งยิ่งใหญ่ครั้งหนึ่งที่ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสกและอุบาสิกาในปัจจุบัน ควรใคร่ครวญพิจารณาซึ่งเนื้อความที่พระอรหันต์ทั้ง 500 รูป พยายามทรงสุตะ สั่งสมสุตะและทรงจำไว้ ในฐานะที่ธรรมทั้งหลายนั้นทนต่อการเพ่งพิสูจน์ ดังที่พระศาสดาตรัสแก่ภิกษุทั้งหลายว่า

พระธรรม...
เป็นสิ่งที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ดีแล้
เป็นสิ่งที่ปฏิบัติได้และให้ผลได้ไม่จำกัดกาล
หรือ ที่เรียกกันคุ้นปากว่า อกาลิโก นั่นแหละ 

สอดคล้องกับพุทธวจนะที่พระศาสดาตรัสถึงความสามารถในการจัดระเบียบแห่งถ้อยคำไว้อย่างไม่มีผิดเพี้ยนแก่ภิกษุทั้งหลาย

ภิกษุทั้งหลาย !
นับตั้งแต่ราตรี ที่ตถาคตได้ตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ
จนกระทั่งถึงราตรีที่ตถาคตปรินิพพานด้วยอนุปาทิเสสนิพพานธาตุ

ตลอดเวลาระหว่างนั้น
ตถาคตได้...
กล่าวสอน
พร่ำสอน
แสดงออก
 

ซึ่งถ้อยคำใด
ถ้อยคำเหล่านั้นทั้งหมด ย่อมเข้ากันได้โดยประการเดียวทั้งสิ้น
ไม่แย้งกันเป็นประการอื่นเลย
 

อิติวุ. ขุ. ๒๕ / ๓๒๑ / ๒๙๓

ด้วยเหตุผลดังกล่าว บทสวดมนต์ที่ดีที่สุด จึงถูกตีกรอบเฉพาะ พระธรรมที่พระศาสดาตรัสไว้ดีแล้วเท่านั้น ซึ่งทั้งภิกษุ ภิกษุณี อุบาสกและอุบาสิกาที่เป็นสาวก ควรน้อมเข้ามาใส่ตน และควรกล่าวกะผู้อื่นว่า ท่านจงมาดูเถิด

แต่ในปัจจุบัน หาหนังสือสวดมนต์เช่นว่านั้นได้ยากนัก บทสวดที่ปรากฏอยู่ในหนังสือที่ผมได้รับ ไม่ต่ำกว่า 10 เล่มนั้น 95-99 % ไม่ใช่สิ่งที่พระศาสดาตรัสไว้ หากแต่เกลื่อนไปด้วย

บทสวด บทกรวดน้ำ บทแผ่เมตตา คำไหว้ คำบูชา คำอธิษฐาน คำอาราธนา และคาถาต่าง ๆ ซึ่งทั้งหมดที่ถูกยัดเยียดมาให้ เป็นแค่คำกล่าวของสาวก ที่พระศาสดาตรัสพยากรณ์แก่ภิกษุทั้งหลายว่า

ภิกษุทั้งหลาย !
ฉันใดก็ฉันนั้น
ในกาลยืดยาวฝ่ายอนาคต จักมีภิกษุทั้งหลาย...

ส่วนสุตตันตะเหล่าใด
มีนักกวีแต่งขึ้นใหม่
เป็นคำร้อยกรองประเภทกาพย์กลอน
มีอักษรสละสลวย
มีพยัญชนะอันวิจิตร
เป็นเรื่องนอกแนว
เป็นคำกล่าวของสาวก

เมื่อมีผู้นำสูตรที่นักกวีแต่งขึ้นใหม่เหล่านั้นมากล่าวอยู่

เธอ...
จักฟังด้วยดีจักเงี่ยหูฟัง
จักตั้งจิตเพื่อจะรู้ทั่วถึง
และ
จักสำคัญว่าเป็นสิ่งที่ตนควรศึกษาเล่าเรียนไป

ภิกษุทั้งหลาย !
ความอันตรธานของสุตตันตะเหล่านั้นที่...
เป็นคำของตถาคต
เป็นข้อความลึก
มีความหมายซึ้ง
เป็นชั้นโลกุตตระ
ว่าเฉพาะด้วยเรื่องสุญญตา

จักมีได้ด้วยอาการอย่างนี้ แล

นิทาน. สํ. ๑๖/๓๑๑/๖๗๒-๓

ซึ่งนั่นเป็นเหตุที่ทำให้ปัจจุบัน คำสอนของพระศาสดา ค่อย ๆ อันตรธานหายไปตามเหตุปัจจัย และ 2 ใน 4 มูลเหตุที่ทำให้พระสัทธรรมเลอะเลือนจนเสื่อมสูญไปนั้น ก็เป็นไปตามพุทธวจนะที่พระศาสดาตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย

ภิกษุทั้งหลาย !
พวกภิกษุเล่าเรียนสูตร
อันถือกันมาผิด
ด้วยบทพยัญชนะที่ใช้กันผิด

เมื่อบทและพยัญชนะใช้กันผิดแล้ว
แม้ความหมายก็มีนัยอันคลาดเคลื่อน

ภิกษุทั้งหลาย !
นี้ มูลกรณีที่หนึ่ง ซึ่งทำให้พระสัทธรรมเลอะเลือน จนเสื่อมสูญไป

ภิกษุทั้งหลาย !
อีกอย่างหนึ่ง

พวกภิกษุเหล่าใด
เป็นพหุสูต
คล่องแคล่วในหลักพระพุทธวจน
ทรงธรรม
ทรงวินัย
ทรงมาติกา
(แม่บท)


ภิกษุเหล่านั้นไม่ได้เอาใจใส่บอกสอนใจความแห่งสูตรทั้งหลายแก่คนอื่น ๆ

เมื่อท่านเหล่านั้นล่วงลับดับไป
สูตรทั้งหลายก็เลยขาดผู้เป็นมูลราก
(อาจารย์) ไม่มีที่อาศัยสืบไป 

ภิกษุทั้งหลาย !
นี้ มูลกรณีที่สาม ซึ่งทำให้พระสัทธรรมเลอะเลือน จนเสื่อมสูญไป

ภิกษุทั้งหลาย !
มูลเหตุ ๔ ประการเหล่านี้แล ที่ทำให้พระสัทธรรมเลอะเลือนจนเสื่อมสูญไป

จตุกฺก. อํ. ๒๑/๑๙๗/๑๖๐

สอดคล้องกับนัยยะตรงกันข้ามที่พระศาสดาตรัสถึงหน้าที่ของภิกษุที่จะต้องไม่เติม ตัด แต่งในธรรมที่พระศาสดาตรัสไว้ดีแล้วว่า

ภิกษุทั้งหลาย !
ภิกษุทั้งหลาย
จักไม่บัญญัติสิ่งที่ไม่เคยบัญญัติ
จักไม่เพิกถอนสิ่งที่บัญญัติไว้แล้ว
จักสมาทานศึกษาในสิกขาบทที่บัญญัติไว้แล้วอย่างเคร่งครัด อยู่เพียงใด

ความเจริญก็เป็นสิ่งที่ภิกษุทั้งหลายหวังได้
ไม่มีความเสื่อมเลย อยู่เพียงนั้น

สตฺตก. อํ. ๒๓/๒๑/๒๑

ด้วยเหตุผลตามพุทธวจนะเพียงแค่นี้ หนังสือสวดมนต์ ทั้งหมดที่ผมได้รับมา จึงถูกวางไว้เฉย ๆ เป็นเวลาเกือบปีแล้ว โดยที่ผมไม่แยแสกับมันอีกต่อไป หลังจากที่เคยใช้เวลาท่องบ่นมา 2 ปี เห็นจะได้

นั่นเป็นเพราะ ความเลื่อมใสค่อย ๆ หยั่งลงมั่น ถึงขนาดที่ทำให้ค่าความหวั่นไหวในพระธรรมที่พระศาสดาตรัสไว้ดีแล้วนั้น หยุดนิ่งอยู่ที่ 0

จนวันหนึ่ง ได้มีโอกาสค้นพบ บทสวดมนต์ที่ดีที่สุดในโลก ที่ดีที่สุดในโลกก็เพราะพระศาสดาซึ่งเป็นผู้รู้แจ้งโลก (โลกวิทู) ทรงกล่าวธรรมปริยายนี้ ครั้งเสด็จประทับอยู่ในที่หลีกเร้นตามลำพังพระองค์ และเมื่อภิกษุรูปหนึ่งได้แอบเข้ามาฟัง พระองค์ทรงเหลือบไปเห็นจึงตรัสขึ้นว่า

ดูก่อนภิกษุ !
เธอได้ยินธรรมปริยายนี้แล้วหรือ?

ได้ยินแล้ว พระเจ้าข้า!

ดูก่อนภิกษุ !
เธอจงรับเอา (อุคฺคณฺหาหิ) ธรรมปริยายนี้ไป

ดูก่อนภิกษุ !
เธอจงเล่าเรียน (ปริยาปุณาหิ) ธรรมปริยายนี้

ดูก่อนภิกษุ !
เธอจงทรงไว้ (ธาเรหิ) ซึ่งธรรมปริยายนี้

ดูก่อนภิกษุ !
ธรรมปริยายนี้ ประกอบด้วยประโยชน์ เป็นเบื้องต้นแห่งพรหมจรรย์ 

สูตรที่ ๕ คหปติวรรค อภิสมยสังยุตต์ นิทาน.สํ.๑๖/๙๐/๑๖๘
สูตรที่ ๑๐ โยคักเขมิวรรค สฬายตนสังยุตต์ สฬา.สํ.๑๘/๑๑๓/๑๖๔

และบทสวดที่ได้รับเกียรติสูงสุดนี้ก็คือ ปฏิจจสมุปบาท ซึ่งหาได้จากหนังสือชุดธรรมโฆษณ์ เรื่อง ปฏิจจสมุปบาทจากพระโอษฐ์

แม้กระทั่งพระสารีบุตร อัครสาวกเบื้องขวา ผู้เลิศทางปัญญาก็ยังกล่าวยืนยันคำสอนของพระศาสดาแก่ภิกษุทั้งหลายว่า

ก็แล คำนี้เป็นคำที่พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้แล้วอย่างนี้ว่า

ผู้ใดเห็นปฏิจจสมุปบาท
ผู้นั้นชื่อว่า เห็นธรรม

ผู้ใดเห็นธรรม
ผู้นั้นชื่อว่า เห็นปฏิจจสมุปบาท

มหาหัตถิปโทปมสูตร มู.ม.๑๒/๓๕๙, ๓๖๐/๓๔๖

และพระศาสดาก็ตรัสยืนยันการเห็นธรรม คือ ปฏิจจสมุปบาท แก่วักกลิไว้ทำนองเดียวกัน

อย่าเลย วักกลิ !
ประโยชน์อะไร ด้วยการเห็นกายเน่านี้

ดูก่อนวักกลิ !
ผู้ใดเห็นธรรม
ผู้นั้นเห็นเรา

ผู้ใดเห็นเรา
ผู้นั้นเห็นธรรม


ดูก่อนวักกลิ !
เพราะว่า
เมื่อเห็นธรรมอยู่ ก็คือเห็นเรา
เมื่อเห็นเราอยู่ ก็คือเห็นธรรม

วักกลิสูตร เถรวรรค มัชฌิมปัณณาสก์ ขนฺธ. สํ.๑๗/๑๔๖-๗/๒๑๖

นั่นหมายความว่า พระศาสดาประเมินค่า ปฏิจจสมุปบาท เสมอ พระองค์เอง

และนอกจาก บทสวด ปฏิจจสมุปบาท ซึ่งถือว่า ดีที่ดีที่สุดในโลก บทสวดอื่น ๆ ในฐานะพระธรรมที่พระศาสดาตรัสไว้ดีแล้ว และปรากฏในงานเขียนชิ้นนี้ ก็มีคุณค่าเทียบเท่ากัน ด้วยเหตุผลธรรมดาสามัญ คือ ความเป็น อกาลิโก 

และความถูกต้อง ตรงจริง ไม่จำกัดกาล นี่แหละทำให้ การสาธยายบทสวดมนต์จากพระโอษฐ์ มีคุณประโยชน์และอานิสงส์ ดังที่พระศาสดาตรัสไว้ในหลายประการด้วยกัน

ประการแรก เป็นอาหารของความเป็นพหูสูตร

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย !
ธรรม ๑๐ ประการเป็นอาหารของธรรม ๑๐ ประการนี้แล

ซึ่งเป็นธรรมอัน…
น่าปรารถนา
น่าใคร่
น่าชอบใจ
หาได้ยากในโลก 

คือ การกระทำการสาธยาย เป็นอาหารของความเป็นพหูสูต

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย !
ธรรม ๑๐ ประการนี้เป็นอาหารของธรรม ๑๐ ประการนี้แล

ซึ่งเป็นธรรมอัน…
น่าปรารถนา
น่าใคร่
น่าชอบใจ
หาได้ยากในโลก

ทสก. อํ. ๒๔/๑๒๐/๗๓

ประการที่สอง เป็นเหตุให้ละความง่วงได้

ดูก่อนโมคคัลลานะ !
เธอง่วงหรือ 

ดูก่อนโมคคัลลานะ !
เธอง่วงหรือ 

อย่างนั้น พระเจ้าข้า

ดูก่อนโมคคัลลานะ !
เพราะเหตุนั้นแหละ

เมื่อเธอมีสัญญาอย่างไรอยู่ความง่วงนั้นย่อมครอบงำได้
เธอพึงทำไว้ในใจซึ่งสัญญานั้นให้มาก
ข้อนี้จะเป็นเหตุให้เธอละความง่วงนั้นได้

ถ้าเธอยังละไม่ได้
แต่นั้นเธอพึงตรึกตรองพิจารณาถึงธรรมตามที่ตนได้…
สดับแล้ว
เรียนมาแล้วด้วยใจ
ข้อนี้จะเป็นเหตุให้เธอละความง่วงนั้นได้

ถ้ายังละไม่ได้
แต่นั้นเธอพึงสาธยายธรรมตามที่ตนได้
สดับมาแล้ว
เรียนมาแล้ว โดยพิสดาร
ข้อนี้จะเป็นเหตุให้เธอละความง่วงนั้นได้


ดูก่อนโมคคัลลานะ !
เธอพึงศึกษาอย่างนี้แล

สตฺตก. อํ. ๒๓/๗๓/๕๘

ประการที่ 3 ทำให้ไม่เป็นมลทิน

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย !
มลทิน ๘ ประการนี้ ๘ ประการเป็นอย่างไรเล่า ?

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย !
มนต์มีการไม่ท่องบ่นเป็นมลทิน ๑  

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย !
มลทิน ๘ ประการนี้แล

อฎฺฐก.อํ.๒๓/๑๔๙/๑๐๕

ประการที่ 4
เป็นบริขารของจิต เพื่อความไม่มีเวร ความไม่เบียดเบียน

ดูก่อนมาณพ !
ธรรม ๕ ประการนี้
ที่พราหมณ์ทั้งหลายบัญญัติเพื่อ…
ทำบุญ
ยินดีกุศล

เรากล่าวว่า
เป็นบริขารของจิต เพื่ออบรมจิตไม่ให้มี…
เวร
ความเบียดเบียน

ดูก่อนมาณพ !
ภิกษุในธรรมวินัยนี้ มากด้วยการสาธยาย
เธอรู้สึกว่า เราเป็นผู้มากด้วยการสาธยาย 

ย่อมได้ความรู้อรรถ
ย่อมได้ความรู้ธรรม
ย่อมได้ความปราโมทย์อันประกอบด้วยธรรม

ความปราโมทย์อันประกอบด้วยกุศลนี้

เรากล่าวว่า
เป็นบริขารของจิต เพื่ออบรมจิตไม่ให้มี
เวร
ความเบียดเบียน

ธรรม ๕ ประการนี้ ที่พราหมณ์ทั้งหลายบัญญัติเพื่อ…
ทำบุญ
ยินดีกุศลนี้

เรากล่าวว่า
เป็นบริขารของจิตเพื่ออบรมจิตไม่ให้มี…
เวร
ความเบียดเบียน

ม.มู. ๑๓/๕๐๐/๗๒๘

ประการที่ 5 เป็นเครื่องให้ถึงวิมุตติ 

ภิกษุทั้งหลาย !
ธรรมเป็นเครื่องให้ถึงวิมุตติ (วิมุตฺตายตนํ) ห้าประการ เหล่านี้ มีอยู่

ซึ่งในธรรมนั้น เมื่อภิกษุ...
เป็นผู้ไม่ประมาท
มีความเพียรเผากิเลส
มีตนส่งไปแล้ว อยู่

จิตที่ยังไม่หลุดพ้นย่อมหลุดพ้น
อาสวะที่ยังไม่สิ้นรอบย่อมถึงซึ่งความสิ้นรอบ หรือว่า

เธอย่อมบรรลุตามลำดับ ซึ่งความเกษมจากโยคะอันไม่มีอื่นยิ่งกว่าที่ตนยังไม่บรรลุตามลำดับ

ธรรมเป็นเครื่องให้ถึงวิมุตติห้าประการนั้น เป็นอย่างไรเล่า ?
ห้าประการ คือ 

ภิกษุทั้งหลาย !
ข้ออื่นยังมีอีก

พระศาสดา หรือเพื่อนพรหมจารีผู้ตั้งอยู่ในฐานะเป็นครูรูปใดรูปหนึ่ง
ก็มิได้แสดงธรรมแก่ภิกษุ และ

เธอนั้นก็มิได้แสดงธรรมแก่ชนเหล่าอื่นโดยพิสดารตามที่เธอได้ฟังมาได้เล่าเรียนมา

แต่ เธอกระทำการท่องบ่นซึ่งธรรมโดยพิสดารตามที่ตนฟังมาเล่าเรียนมาอยู่
เธอย่อมเป็น...
ผู้รู้พร้อมเฉพาะซึ่งอรรถ
ผู้รู้พร้อมเฉพาะซึ่งธรรม

ในธรรมนั้นตามที่เธอทำการท่องบ่นซึ่งธรรมโดยพิสดารตามที่ได้ฟังมาเล่าเรียนมาอย่างไร

เมื่อเป็น...
ผู้รู้พร้อมเฉพาะซึ่งอรรถ
ผู้รู้พร้อมเฉพาะซึ่งธรรม

ปราโมทย์ ย่อมเกิดขึ้นแก่เธอนั้น
เมื่อปราโมทย์แล้ว ปีติย่อมเกิด
เมื่อใจปีติ กายย่อมรำงับ

ผู้มีกายรำงับแล้ว ย่อมเสวยสุข
(ด้วยนามกาย)
เมื่อมีสุข จิตย่อมตั้งมั่น

 ภิกษุทั้งหลาย !
นี้คือ ธรรมเป็นเครื่องให้ถึงวิมุตติ ข้อที่สาม

ซึ่งในธรรมนั้น เมื่อภิกษุ...
เป็นผู้ไม่ประมาท
มีความเพียรเผากิเลส
มีตนส่งไปแล้ว อยู่

จิตที่ยังไม่หลุดพ้นย่อมหลุดพ้น
อาสวะที่ยังไม่สิ้นรอบย่อมถึงซึ่งความสิ้นรอบ หรือว่า

เธอย่อมบรรลุตามลำดับ ซึ่งความเกษมจากโยคะอันไม่มีอื่นยิ่งกว่าที่ตนยังไม่บรรลุตามลำดับ (โดยแน่แท้)

ภิกษุทั้งหลาย !
ธรรมเป็นเครื่องเข้าถึงวิมุตติห้าประการเหล่านี้

ซึ่งในธรรมนั้น
เมื่อภิกษุ...
เป็นผู้ไม่ประมาท
มีความเพียรเผากิเลส
มีตนส่งไปแล้ว อยู่

จิตที่ยังไม่หลุดพ้นย่อมหลุดพ้น
อาสวะที่ยังไม่สิ้นรอบย่อมถึงที่ซึ่งความสิ้นรอบ หรือว่า

เธอย่อมบรรลุตามลำดับ ซึ่งความเกษมจากโยคะอันไม่มีอื่นยิ่งกว่าที่ตนยังไม่บรรลุตามลำดับ ดังนี้แล

ปญฺจก. อํ. ๒๒/๒๒-๒๕/๒๖

และประการสุดท้าย เป็นไปเพื่อความตั้งมั่น ไม่ลบเลือนเสื่อมสูญแห่งสัทธรรม

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย !
ธรรม ๕ ประการนี้
ย่อมเป็นไปเพื่อความตั้งมั่น ไม่ลบเลือนเสื่อมสูญแห่งสัทธรรม

ธรรม ๕ ประการเป็นอย่างไรเล่า
คือ

อีกประการหนึ่ง
ภิกษุทั้งหลายย่อมทำการสาธยายธรรม
ตามที่ได้ฟังมา
ตามที่ได้เล่าเรียนมาแก่ผู้อื่นโดยพิสดาร

นี้เป็นธรรมข้อที่ ๔
ย่อมเป็นไปเพื่อความตั้งมั่น ไม่ลบเลือนเสื่อมสูญแห่งสัทธรรม

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย !
ธรรม ๕ ประการนี้แล
ย่อมเป็นไปเพื่อความตั้งมั่น ไม่ลบเลือนเสื่อมสูญแห่งสัทธรรม

ปญฺจก. อํ. ๒๒/๑๖๑/๑๕๕

เท่าที่กล่าวมาทั้งหมด เป็นการยืนยันด้วยคำสอนของพระศาสดาว่า

ธรรม(วินัย)จากพุทธโอษฐ์ เท่านั้น คือ บทสวดมนต์ที่ดีที่สุดในโลก 

ส่วน ธรรม(วินัย)จากปากของสาวก นั้นแม้จะเกิดขึ้นจากความปรารถนาดีของภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกาที่พยายามสร้างชุดคำสอน ต่าง ๆ ทั้ง อรรถกถาและคำกล่าว/คำสอนของสาวก ภายใต้สโลแกน ลัด สั้น เร็ว ง่าย ต่อการทำความเข้าใจของมหาชนทั้งหลาย นั่นก็เป็นเหตุผลเบื้องต้นที่น่ารับฟัง

แต่ทว่า ขบวนการเหล่านั้น เป็นการผลักไสให้คำสอนของพระศาสดาซึ่งเป็น อกาลิโก เสื่อม จางคลายและอันตรธานหายไปในความรับรู้ของเหล่าสาวกผู้ตามมาภายหลัง

จนเหลือสาวกผู้กล้าหาญเผยแผ่ธรรมที่พระศาสดาตรัสไว้ดีแล้ว  ในฐานะ ความจริง แก่มหาชนน้อยลงทุก ๆ วันและหาได้ยากเต็มที

เพียงเพราะคำสอนของพระองค์ อาจจะไปขัดหรือแย้งกับศรัทธาดั้งเดิมที่มีต่อคำกล่าว/คำสอนของสาวกรุ่นหลังในฐานะ ครูบาอาจารย์

เพียงเพราะคำสอนของพระองค์ อาจจะไปขัดกับผลประโยชน์ของสาวกกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเข้า หรือ เพียงเพราะเหตุผลใด ๆ ก็แล้วแต่


นั่นก็ไม่มีคุณค่าเพียงพอที่จะอ้างเพื่อให้รับฟังเหตุผลดังกล่าวได้อีก เหตุผลนั้นจึงตกไป และไม่มีความจำเป็นที่จะต้องหยิบยกขึ้นมาผลิตซ้ำ เพื่อคัดง้างกับคำสอนของพระศาสดา

กล่าวอย่างสั้นที่สุด หากความปรารถนาดีของสาวกเหล่านั้น ขัดหรือแย้งกับพุทธประสงค์ คือ

อรรถกถา
คำกล่าว/คำสอนของสาวก
มีบทพยัญชนะ ความหมายและนัยยะที่ใช้ผิดไปจาก


คำสอนของพระศาสดา
ธรรมวินัยจากพุทธโอษฐ์ หรือ
พุทธวจนะ แล้ว

นั่นเป็นการสมควรหรือ ที่จะถือเอาชุดคำสอนเหล่านั้น นำหน้า คำสอนของพระพุทธเจ้า ทั้ง ๆ ที่หาความเป็น อกาลิโก จากชุดคำสอนเหล่านั้นมิได้เลย หรือ ถ้าคิดว่าได้ สาวกคนไหนกล้าบันลือสีหนาทบ้าง เห็นจะยาก

ที่เป็นเช่นนั้น ก็เพราะพระศาสดามิได้ทรงรับรองคำกล่าว/คำสอนของสาวกรุ่นหลังพุทธกาลไว้เลย

เพราะฉะนั้น หากสาวกคนไหนหวังความเจริญของศาสนา สิ่งที่จะต้องรีบเร่งทำก็คือ การเผยแผ่พุทธวจนะออกไป เพื่อการเล่าเรียนและปฏิบัติตามของทั้งตนเองและผู้อื่น

ในทางกลับกัน หากสาวกคนไหนพยายามเผยแผ่ อรรถกถา หรือคำกล่าว/คำสอนของสาวกออกไปในลักษณะใดก็ตาม เท่ากับว่า สาวกคนนั้นหวังความเสื่อมของศาสนา ใช่หรือไม่ นั่นก็ต้องปล่อยให้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์

แต่ก่อนจะปล่อยให้มันล่วงเลยไปนานกว่านี้ หากนับระยะเวลาที่พระศาสดาเริ่มต้นเผยแผ่ศาสนา อีกปีกว่า ๆ ก็จะครบ 2600 ปีที่คำสอนของพระองค์ตั้งอยู่

จะปล่อยให้มันตั้งอยู่ในตู้พระไตรปิฎกต่อไปโดยไม่ใส่ใจพุทธประสงค์ หรือ เริ่มต้นเล่าเรียน ปฏิบัติตามและเผยแผ่พุทธวจนะ เพื่อเป็นพยานในคำสอนของพระศาสดา ในฐานะที่

พระธรรม...
เป็นสิ่งที่ผู้ศึกษาและปฏิบัติพึงได้เห็นด้วยตนเอง
เป็นสิ่งที่ผู้รู้ก็รู้ได้เฉพาะตน


นั่นก็ขึ้นอยู่กับค่าความหวั่นไหวในพระธรรมที่พระศาสดาตรัสไว้ดีแล้ว

หากค่าความหวั่นไหวเฉลี่ยของภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา ที่มีต่ออรรถกถาและคำกล่าว/คำสอนของสาวก เข้าใกล้ 100 % เร็วขึ้นเท่าไร ศาสนา คือ คำสอนของพระศาสดา ก็จะเสื่อมช้าลงเท่านั้น

รวบรวมและเรียบเรียง
หลังม่านสีฟ้า
บลู เลอสง่า
แรม 3-5 ค่ำ เดือน 11

 

หมายเหตุ งานเขียนชินนี้ เกิดขึ้นเพียงเพราะต้องการทำความจริงให้ปรากฏในสังคมชาวพุทธ ให้สาวกรุ่นหลังได้ทราบความจริงจากพระโอษฐ์ของพระศาสดา ในเรื่องบทสวดมนต์และถึงที่สุด คำสอนของพระองค์ ผู้เขียนเองมีความศรัทธาในครูบาอาจารย์ที่ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม ซึ่งมีจำนวนไม่น้อยในสังคม และมิได้มีเจตนาลบหลู่ หรือ ดูหมิ่น ครูบาอาจารย์ รูปใด องค์ใด หากความจริงเหล่านี้ ทำให้สาวกทั้งหลายไม่พอใจ ผู้เขียนต้องขออภัยเป็นทานมา ณ ที่นี้

edit @ 29 Oct 2010 14:46:04 by บลู เลอสง่า

edit @ 29 Oct 2010 14:49:33 by บลู เลอสง่า

Comment

Comment:

Tweet

#5 By (175.121.11.213|175.121.11.213) on 2014-11-10 16:15

อยากทราบสายปฏิจจสมุปบาท
ทั้งบาลีและไทย  เพื่อสวดและทำความเข้าใจ
เสียดาย บรรยายมาทั้งหมด กับไม่บรรยายปฏิจจสมุปบาทหัวใจสำคัญให้จบครบถ้วน

#4 By อาร์ต (103.7.57.18|58.8.39.39) on 2012-11-09 08:44

คนเรานี่แปลกเนอะ คำศาสดาตัวเองกลับไม่ยอมรับ มีทิฏฐิกับ อภิธรรมอยู่ร่ำไป

#3 By Buddha Speech on 2012-11-03 16:32

พี่ ตาโชค - ถูกต้องครับ ผมเองมารู้จักพุทธวจนก็เพราะได้ยินได้ฟังพระอาจารย์คึกฤทธิ์ ถ่ายทอด บอกสอน นี่แหละครับ ช่วยกันครับพี่ ตาโชค ช่วยกันเป็นกำลังให้พระศาสดาครับ ยินดีที่ได้เจอะคนคอเดียวกัน เข้ามาอ่านได้บ่อย ๆ เลยนะครับ ด้วยความยินดีครับ hot!]

หลังม่านสีฟ้า
บลู เลอสง่า

#2 By บลู เลอสง่า on 2010-10-29 18:02

อันที่จริงเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญของชาวพุทธที่ต้องศึกษา ธรรมะจากพระโอฐน์ ผมเคยเห็นหลวงพ่อที่วัดนาป่าพงษ์น่าจะเป็นพระอาจารย์ครึกฤทธิ์ที่จุดประกายเรื่องนี้เป็นอย่างมาก เพราะธรรมะที่ฟังๆ ตามกันมานั้นมีการแต่งเติมเสริมแต่งไปมาก ซึ่งขาดเนื้อแท้ที่พุทธะองค์ต้องการสอนไปพอสมควร

#1 By ตาโชค (168.120.112.152) on 2010-10-29 15:07