ในบรรดา ของฟรี ที่ผมได้รับจากคนรู้จักหรือคนแปลกหน้าก็ตาม หนังสือธรรมะ เป็นวัตถุแห่งการให้ที่มีคุณค่าต่อชีวิตของผมมากกว่าสิ่งอื่นใด และถ้าไล่เรียงประเภทของมันแล้ว หนังสือสวดมนต์ จัดอยู่ในลำดับต้น ๆ ที่ได้รับความนิยมสูงสุด สูงถึงขนาดปรากฏรายนามผู้มีจิตศรัทธา (พร้อมจำนวนเงินท้ายเล่ม) จำนวนเหยียดร้อยต่อการพิมพ์หนึ่งครั้ง ครั้งหนึ่งก็ระดับพันเล่ม และด้วยความที่บทสวดในแต่ละหัวหนังสือ ซ้ำกันซะเป็นส่วนใหญ่ นั่นจึงทำให้มันถูกคัดลอกและแพร่กระจายไปในวงกว้างได้ง่ายขึ้1น

และในรัศมีนั้น 2 ในไม่ต่ำกว่า 10 เล่มที่ผมได้รับแจกเป็นธรรมทาน ก็มีบทสวดเหมือนกัน ต่างแต่เพียงรูปเล่ม ครั้งที่พิมพ์ คนให้ เวลา และสถานที่ที่ได้รับ 

แล้วคุณละเคยได้รับมันจากใครบ้าง นับจำนวนได้สักกี่เล่ม

แต่จะมากน้อยแค่ไหน มันก็ไม่ได้สำคัญเท่ากับ คุณภาพของบทสวดเหล่านั้น คุณภาพที่ว่า ก็คือ ความถูกต้อง ตรงจริง และไม่จำกัดกาลเวลา

ย้อนไปในสมัยพุทธกาล หลังจากพระพุทธเจ้าปรินิพานแล้ว ปรากฏการสังคายนาพระธรรมวินัยครั้งแรก โดยพระอรหันต์ 500 รูป ครั้งนั้นมีพระมหากัสสปะเป็นประธาน สวดขอให้สงฆ์สมมุติ คือ แต่งตั้งท่านเป็นผู้ถามพระวินัย และพระธรรม โดยมีพระอุบาลีและพระอานนท์ เป็นผู้ตอบโดยลำดับ

การสังคายนาครั้งนี้ จึงถือเป็นการสาธยายธรรมที่พระศาสดาตรัสไว้(ทั้งหมด) ครั้งยิ่งใหญ่ครั้งหนึ่งที่ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสกและอุบาสิกาในปัจจุบัน ควรใคร่ครวญพิจารณาซึ่งเนื้อความที่พระอรหันต์ทั้ง 500 รูป พยายามทรงสุตะ สั่งสมสุตะและทรงจำไว้ ในฐานะที่ธรรมทั้งหลายนั้นทนต่อการเพ่งพิสูจน์ ดังที่พระศาสดาตรัสแก่ภิกษุทั้งหลายว่า

พระธรรม...
เป็นสิ่งที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ดีแล้
เป็นสิ่งที่ปฏิบัติได้และให้ผลได้ไม่จำกัดกาล
หรือ ที่เรียกกันคุ้นปากว่า อกาลิโก นั่นแหละ 

สอดคล้องกับพุทธวจนะที่พระศาสดาตรัสถึงความสามารถในการจัดระเบียบแห่งถ้อยคำไว้อย่างไม่มีผิดเพี้ยนแก่ภิกษุทั้งหลาย

ภิกษุทั้งหลาย !
นับตั้งแต่ราตรี ที่ตถาคตได้ตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ
จนกระทั่งถึงราตรีที่ตถาคตปรินิพพานด้วยอนุปาทิเสสนิพพานธาตุ

ตลอดเวลาระหว่างนั้น
ตถาคตได้...
กล่าวสอน
พร่ำสอน
แสดงออก
 

ซึ่งถ้อยคำใด
ถ้อยคำเหล่านั้นทั้งหมด ย่อมเข้ากันได้โดยประการเดียวทั้งสิ้น
ไม่แย้งกันเป็นประการอื่นเลย
 

อิติวุ. ขุ. ๒๕ / ๓๒๑ / ๒๙๓

ด้วยเหตุผลดังกล่าว บทสวดมนต์ที่ดีที่สุด จึงถูกตีกรอบเฉพาะ พระธรรมที่พระศาสดาตรัสไว้ดีแล้วเท่านั้น ซึ่งทั้งภิกษุ ภิกษุณี อุบาสกและอุบาสิกาที่เป็นสาวก ควรน้อมเข้ามาใส่ตน และควรกล่าวกะผู้อื่นว่า ท่านจงมาดูเถิด

แต่ในปัจจุบัน หาหนังสือสวดมนต์เช่นว่านั้นได้ยากนัก บทสวดที่ปรากฏอยู่ในหนังสือที่ผมได้รับ ไม่ต่ำกว่า 10 เล่มนั้น 95-99 % ไม่ใช่สิ่งที่พระศาสดาตรัสไว้ หากแต่เกลื่อนไปด้วย

บทสวด บทกรวดน้ำ บทแผ่เมตตา คำไหว้ คำบูชา คำอธิษฐาน คำอาราธนา และคาถาต่าง ๆ ซึ่งทั้งหมดที่ถูกยัดเยียดมาให้ เป็นแค่คำกล่าวของสาวก ที่พระศาสดาตรัสพยากรณ์แก่ภิกษุทั้งหลายว่า

ภิกษุทั้งหลาย !
ฉันใดก็ฉันนั้น
ในกาลยืดยาวฝ่ายอนาคต จักมีภิกษุทั้งหลาย...

ส่วนสุตตันตะเหล่าใด
มีนักกวีแต่งขึ้นใหม่
เป็นคำร้อยกรองประเภทกาพย์กลอน
มีอักษรสละสลวย
มีพยัญชนะอันวิจิตร
เป็นเรื่องนอกแนว
เป็นคำกล่าวของสาวก

เมื่อมีผู้นำสูตรที่นักกวีแต่งขึ้นใหม่เหล่านั้นมากล่าวอยู่

เธอ...
จักฟังด้วยดีจักเงี่ยหูฟัง
จักตั้งจิตเพื่อจะรู้ทั่วถึง
และ
จักสำคัญว่าเป็นสิ่งที่ตนควรศึกษาเล่าเรียนไป

ภิกษุทั้งหลาย !
ความอันตรธานของสุตตันตะเหล่านั้นที่...
เป็นคำของตถาคต
เป็นข้อความลึก
มีความหมายซึ้ง
เป็นชั้นโลกุตตระ
ว่าเฉพาะด้วยเรื่องสุญญตา

จักมีได้ด้วยอาการอย่างนี้ แล

นิทาน. สํ. ๑๖/๓๑๑/๖๗๒-๓

ซึ่งนั่นเป็นเหตุที่ทำให้ปัจจุบัน คำสอนของพระศาสดา ค่อย ๆ อันตรธานหายไปตามเหตุปัจจัย และ 2 ใน 4 มูลเหตุที่ทำให้พระสัทธรรมเลอะเลือนจนเสื่อมสูญไปนั้น ก็เป็นไปตามพุทธวจนะที่พระศาสดาตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย

ภิกษุทั้งหลาย !
พวกภิกษุเล่าเรียนสูตร
อันถือกันมาผิด
ด้วยบทพยัญชนะที่ใช้กันผิด

เมื่อบทและพยัญชนะใช้กันผิดแล้ว
แม้ความหมายก็มีนัยอันคลาดเคลื่อน

ภิกษุทั้งหลาย !
นี้ มูลกรณีที่หนึ่ง ซึ่งทำให้พระสัทธรรมเลอะเลือน จนเสื่อมสูญไป

ภิกษุทั้งหลาย !
อีกอย่างหนึ่ง

พวกภิกษุเหล่าใด
เป็นพหุสูต
คล่องแคล่วในหลักพระพุทธวจน
ทรงธรรม
ทรงวินัย
ทรงมาติกา
(แม่บท)


ภิกษุเหล่านั้นไม่ได้เอาใจใส่บอกสอนใจความแห่งสูตรทั้งหลายแก่คนอื่น ๆ

เมื่อท่านเหล่านั้นล่วงลับดับไป
สูตรทั้งหลายก็เลยขาดผู้เป็นมูลราก
(อาจารย์) ไม่มีที่อาศัยสืบไป 

ภิกษุทั้งหลาย !
นี้ มูลกรณีที่สาม ซึ่งทำให้พระสัทธรรมเลอะเลือน จนเสื่อมสูญไป

ภิกษุทั้งหลาย !
มูลเหตุ ๔ ประการเหล่านี้แล ที่ทำให้พระสัทธรรมเลอะเลือนจนเสื่อมสูญไป

จตุกฺก. อํ. ๒๑/๑๙๗/๑๖๐

สอดคล้องกับนัยยะตรงกันข้ามที่พระศาสดาตรัสถึงหน้าที่ของภิกษุที่จะต้องไม่เติม ตัด แต่งในธรรมที่พระศาสดาตรัสไว้ดีแล้วว่า

ภิกษุทั้งหลาย !
ภิกษุทั้งหลาย
จักไม่บัญญัติสิ่งที่ไม่เคยบัญญัติ
จักไม่เพิกถอนสิ่งที่บัญญัติไว้แล้ว
จักสมาทานศึกษาในสิกขาบทที่บัญญัติไว้แล้วอย่างเคร่งครัด อยู่เพียงใด

ความเจริญก็เป็นสิ่งที่ภิกษุทั้งหลายหวังได้
ไม่มีความเสื่อมเลย อยู่เพียงนั้น

สตฺตก. อํ. ๒๓/๒๑/๒๑

ด้วยเหตุผลตามพุทธวจนะเพียงแค่นี้ หนังสือสวดมนต์ ทั้งหมดที่ผมได้รับมา จึงถูกวางไว้เฉย ๆ เป็นเวลาเกือบปีแล้ว โดยที่ผมไม่แยแสกับมันอีกต่อไป หลังจากที่เคยใช้เวลาท่องบ่นมา 2 ปี เห็นจะได้

นั่นเป็นเพราะ ความเลื่อมใสค่อย ๆ หยั่งลงมั่น ถึงขนาดที่ทำให้ค่าความหวั่นไหวในพระธรรมที่พระศาสดาตรัสไว้ดีแล้วนั้น หยุดนิ่งอยู่ที่ 0

จนวันหนึ่ง ได้มีโอกาสค้นพบ บทสวดมนต์ที่ดีที่สุดในโลก ที่ดีที่สุดในโลกก็เพราะพระศาสดาซึ่งเป็นผู้รู้แจ้งโลก (โลกวิทู) ทรงกล่าวธรรมปริยายนี้ ครั้งเสด็จประทับอยู่ในที่หลีกเร้นตามลำพังพระองค์ และเมื่อภิกษุรูปหนึ่งได้แอบเข้ามาฟัง พระองค์ทรงเหลือบไปเห็นจึงตรัสขึ้นว่า

ดูก่อนภิกษุ !
เธอได้ยินธรรมปริยายนี้แล้วหรือ?

ได้ยินแล้ว พระเจ้าข้า!

ดูก่อนภิกษุ !
เธอจงรับเอา (อุคฺคณฺหาหิ) ธรรมปริยายนี้ไป

ดูก่อนภิกษุ !
เธอจงเล่าเรียน (ปริยาปุณาหิ) ธรรมปริยายนี้

ดูก่อนภิกษุ !
เธอจงทรงไว้ (ธาเรหิ) ซึ่งธรรมปริยายนี้

ดูก่อนภิกษุ !
ธรรมปริยายนี้ ประกอบด้วยประโยชน์ เป็นเบื้องต้นแห่งพรหมจรรย์ 

สูตรที่ ๕ คหปติวรรค อภิสมยสังยุตต์ นิทาน.สํ.๑๖/๙๐/๑๖๘
สูตรที่ ๑๐ โยคักเขมิวรรค สฬายตนสังยุตต์ สฬา.สํ.๑๘/๑๑๓/๑๖๔

และบทสวดที่ได้รับเกียรติสูงสุดนี้ก็คือ ปฏิจจสมุปบาท ซึ่งหาได้จากหนังสือชุดธรรมโฆษณ์ เรื่อง ปฏิจจสมุปบาทจากพระโอษฐ์

แม้กระทั่งพระสารีบุตร อัครสาวกเบื้องขวา ผู้เลิศทางปัญญาก็ยังกล่าวยืนยันคำสอนของพระศาสดาแก่ภิกษุทั้งหลายว่า

ก็แล คำนี้เป็นคำที่พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้แล้วอย่างนี้ว่า

ผู้ใดเห็นปฏิจจสมุปบาท
ผู้นั้นชื่อว่า เห็นธรรม

ผู้ใดเห็นธรรม
ผู้นั้นชื่อว่า เห็นปฏิจจสมุปบาท

มหาหัตถิปโทปมสูตร มู.ม.๑๒/๓๕๙, ๓๖๐/๓๔๖

และพระศาสดาก็ตรัสยืนยันการเห็นธรรม คือ ปฏิจจสมุปบาท แก่วักกลิไว้ทำนองเดียวกัน

อย่าเลย วักกลิ !
ประโยชน์อะไร ด้วยการเห็นกายเน่านี้

ดูก่อนวักกลิ !
ผู้ใดเห็นธรรม
ผู้นั้นเห็นเรา

ผู้ใดเห็นเรา
ผู้นั้นเห็นธรรม


ดูก่อนวักกลิ !
เพราะว่า
เมื่อเห็นธรรมอยู่ ก็คือเห็นเรา
เมื่อเห็นเราอยู่ ก็คือเห็นธรรม

วักกลิสูตร เถรวรรค มัชฌิมปัณณาสก์ ขนฺธ. สํ.๑๗/๑๔๖-๗/๒๑๖

นั่นหมายความว่า พระศาสดาประเมินค่า ปฏิจจสมุปบาท เสมอ พระองค์เอง